การจัดการข้อมูลลับ
โดย ปริย เตชะมวลไววิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการและสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
โดย ปริย เตชะมวลไววิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการและสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
เป็นธรรมดาที่ผู้ที่เกี่ยวข้องของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น กรรมการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา หรือคู่สัญญา เป็นต้น จะมีโอกาสรับทราบข้อมูลที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น แต่บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยต่อผู้ลงทุนได้ เช่น อยู่ระหว่างการเจรจาสำคัญแต่ยังไม่ได้ข้อตกลงในระดับที่จะเปิดเผยข้อมูลได้ ต้องเก็บเป็น “ข้อมูลลับ” ที่รู้กันเพียงไม่กี่คน บริษัทจะต้องมีมาตรการที่ดีในการจัดการข้อมูลลับไม่ให้รั่วไหล ทำให้บริษัทเสียหาย หรือถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เป็นการเอาเปรียบผู้ลงทุนซึ่งหากเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลักทรัพย์แล้ว ก.ล.ต. ก็ต้องดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดตามข้อมูลหลักฐานครับ
การลงโทษผู้กระทำผิดนั้น ว่าไปแล้วเป็นเพียงปลายเหตุ ก.ล.ต. มุ่งหวังให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อที่จะช่วยกันป้องกันมิให้เกิดเหตุขึ้น เพราะเป็นแนวทางที่ยั่งยืน ดังนั้นเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ก.ล.ต. จึงร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย จัดงานสัมมนา“เทคนิคการจัดการอินไซด์แบบฉบับนักบริหารมืออาชีพ”โดยมีผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากเข้าร่วมงานซึ่งในงานได้นำเสนอ “แนวปฏิบัติในการจัดการข้อมูลลับที่มีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์” ที่จะช่วยให้บริษัทสามารถติดตามและมีระบบบริหารจัดการข้อมูลลับโดยมีหลักการสำคัญ 5 ข้อ ดังนี้
(1) บริษัทควรจัดให้มีระบบควบคุมภายในเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลลับ (2) ควรเก็บรักษารายชื่อบุคคลวงในที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมลับ(3) กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมลับ
ตระหนักถึงหน้าที่ของตนในการปฏิบัติต่อข้อมูลลับ (4) มีข้อตกลงในการรักษาความลับ (confidentiality agreement) กับที่ปรึกษาและผู้ให้บริการอื่นก่อนที่จะให้เข้าถึงธุรกรรมลับ และให้บุคคลดังกล่าวยืนยันว่ามีนโยบายและระบบที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น และ(5)กรณีที่การทำธุรกรรมลับนั้น จำเป็นต้องทดสอบความต้องการของตลาด (sounding the market) เช่น การเพิ่มทุน การเสนอซื้อหลักทรัพย์ บริษัทควรเข้าใจกระบวนการและวางแผนเพื่อดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอและป้องกันการใช้ข้อมูลลับดังกล่าว
สำหรับท่านที่สนใจแนวปฏิบัติตามหลักการแต่ละข้อ สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จากเว็บไซต์ ก.ล.ต. http://www.sec.or.th/LCDocsครับ
นอกจากนี้ในงานสัมมนาได้มีการอภิปรายถึงประเด็นที่เกิดข่าวรั่วหรือเกิดข่าวลือขึ้นซึ่งอาจจริงหรือไม่จริง
ก็ได้เช่น ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือลือกันแบบปากต่อปาก เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ หากตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นว่ามีผลกระทบต่อราคาหุ้น ก็จะแจ้งให้บริษัทชี้แจงทันที เพื่อป้องกันมิให้ผู้ลงทุนได้ข้อมูลในการซื้อขายหุ้นไม่ถูกต้องโดยบริษัทก็จะต้องตรวจสอบข่าวนั้น ถ้าข่าวไม่จริงก็ปฏิเสธ แต่ถ้าเป็นข่าวที่มาจากการเปิดเผยข้อมูลผิดพลาดหรือเกิดจากการตีความผิด ก็ควรต้องปฏิเสธอีกเช่นกันโดยแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบด้วย
แต่โดยหลักก็คือหากข่าวลือนั้นมีมูล บริษัทก็ต้องเผยแพร่ข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้ลงทุนรับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติม เช่น ขั้นตอนหรือลำดับของพัฒนาการในเรื่องนั้น ๆ ที่จะเกิดขึ้น และระยะเวลาที่คาดว่าจะสรุปผลได้ เป็นต้นเพราะการให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนอย่างเท่าเทียมกันและไม่ปล่อยให้เกิดการใช้ข้อมูลที่เป็นการเอาเปรียบถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความเป็นธรรมในตลาดทุนครับ
ตัวอย่างเช่น บริษัทต่างชาติอยู่ระหว่างเจรจาขอซื้อหุ้นจากผู้บริหารของบริษัทเพื่อควบรวมกิจการ และปรากฏข่าวรั่วจากแหล่งข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่เนื่องจากข่าวนี้กระทบต่อราคาหุ้นอย่างมาก บริษัทก็อาจขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย H (Halt) เพื่อพักการซื้อขายไว้ก่อน จากนั้นก็รีบแจ้งผู้ลงทุนผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยระบุว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนใด เช่น อยู่ในระหว่างการเจรจาที่ใกล้จะยุติแล้ว คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในสัปดาห์หน้า เป็นต้น
ก.ล.ต. เชื่อว่าการรักษาความเป็นธรรมในตลาดทุน จะดีขึ้นได้อย่างมาก หากทุกฝ่ายช่วยกันป้องกันและไม่ทำผิด โดยเริ่มต้นจากบริษัทที่ต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบทั้งต่อผู้ถือหุ้นและต่อสังคมด้วยการให้ความสำคัญกับการจัดให้มีระบบที่ดีในการป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบไม่ว่าจะเป็นโดยกรรมการและผู้บริหาร ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องที่มีโอกาสทราบข้อมูลนั้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อผู้ลงทุนแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยอย่างมากด้วยครับ
“ก.ล.ต. ดูแลตลาดทุน เพื่อให้คุณมั่นใจ”







