posttoday
Brexit ไม่ใช่อวสานโลก

Brexit ไม่ใช่อวสานโลก

28 มิถุนายน 2559

โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]

โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]

ผลการทำประชามติของชาวอังกฤษเมื่อวันพฤหัสที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฏว่าเสียงโหวต Leave ชนะไปด้วยคะแนน 51.9% (17.4 ล้านคน) ต่อเสียง Remain 48.1% จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 33.57 ล้านคนหรือ 72.2% ของมีสิทธิออกเสียงทั้งหมด การลงประชามติครั้งนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภาอังกฤษให้การรับรองก่อน (สภาอาจคว่ำผลประชามติ แต่อาจมีปัญหาการเมืองตามมา) ในขณะที่การประกาศลาออกของนายเดวิด คาเมรอน ทำให้ไม่มีการดินหน้าใดๆ จนกว่าจะได้นายกฯคนใหม่ ซึ่งคาดใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือนหรือประมาณตุลาคม หมายความอังกฤษจะยังไม่ออกจาก EU จนกว่าจะถึงสิ้นปี 2561 เป็นอย่างเร็ว 

หลังจากได้นายกฯคนใหม่ จะมีการประกาศใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนปี 2552 (ว่าด้วยการลาออกจากสมาชิกภาพ EU) เพื่อเริ่มกระบวนการถอนตัวออกจาก EU และเมื่อเริ่มประกาศใช้มาตรา 50 แล้ว อังกฤษจะไม่สามารถกลับเข้าสู่ EU ได้ยกเว้นได้รับการยินยอมจาก 27 ประเทศสมาชิกที่อยู่ก่อน เมื่อประกาศมาตรา 50 รัฐบาลจะเริ่มเปิดการเจรจากำหนดสนธิสัญญาฉบับใหม่มาแทนที่การเป็นสมาชิก EU ซึ่งหมายถึงเรื่องความสัมพันธ์ทุกด้าน ทั้งภาษี การค้า การอพยพลี้ภัย เป็นต้น ในอดีต กรีนแลนด์ซึ่งแม้จะเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแต่ขนาดเศรษฐกิจเล็ก ได้ลงประชามติถอนตัวออกจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) ก่อนจะมาเป็นสหภาพยุโรป (EU) ใช้เวลาเจรจาถึง 3 ปีจึงถอนตัวสำเร็จในปี 2528 ในกรณีของอังกฤษ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ที่สำคัญคือเป็นศูนย์กลางการเงินของ EU และของโลก น่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีและอาจถึง 5 ปีหรือกว่านั้น และในระหว่างที่ยังไม่ได้ออกจาก EU อังกฤษยังต้องทำตามกฎระเบียบของ EU แต่ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของ EU 

การออกจาก EU ผลเสียจะตกอยู่ที่อังกฤษเพราะพึ่งพาการส่งออกไปยัง EU สูงถึง 44% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ในขณะที่สินค้าส่งออกอังกฤษไม่มีอะไรโดดเด่นหากถูกตั้งกำแพงภาษี ย่อมค้าขายได้น้อยลง แม้จะหักล้างกับผลดีคือการท่องเที่ยวที่อาจบูมขึ้นเพราะค่าเงินปอนด์ที่ถูกลง แต่ผลสุทธิก็ยังเป็นลบอยู่ดี อย่างไรก็ตาม การเจรจาอาจออกมาได้หลายทางว่าอังกฤษจะเลือกโมเดลแบบใด จะเป็นโมเดลกรีนแลนด์ (ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าประมง แลกกับการเปิดให้เรือจาก EU เข้ามาจับปลาในน่าน้ำของตนได้) หรือโมเดลของสวิสเซอร์แลนด์ (ได้รับยกเว้นภาษี แลกกับการจ่ายเงินสนับสนุนงบประมาณของ EU และยอมรับการเคลื่อนย้ายคนโดยเสรี) เป็นต้น ความกังวลที่อาจเกิดโดมิโนเพราะในปีหน้าฝรั่งเศสและเยอรมนีจะเลือกตั้ง และสก็อตแลนด์ซึ่งเคยทำประชามติครั้งแรกไปแล้วเมื่อปี 2557 ว่าจะออกจากอังกฤษหรือไม่ อาจทำประชามติรอบใหม่ ไม่ใช่ไม่มีโอกาส แต่จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในยูโรโซนให้ยิ่งแย่ขึ้นไปอีก ซึ่งเท่ากับว่าตลาดหุ้นในยุโรปใช่ทางเลือกที่ดีนัก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเอเชียและไทยมีจำกัด สำหรับไทย เราส่งออกไปอังกฤษเพียง 1.8% ของมูลค่าส่งออกรวม สินค้าส่งออกที่สำคัญคือไก่แปรรูป แต่เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็น ผลกระทบจึงจำกัด (อาจถูกต่อราคาบ้าง) ในด้านท่องเที่ยว การมาเที่ยวไทยจะแพงขึ้นในสายตาชาวอังกฤษ แต่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษมีสัดส่วนเพียง 3% ถ้ารวมทั้งยุโรปจะมีสัดส่วน 18% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ในจำนวนนี้รัสเซียเป็นตลาดหลักของเรา ซึ่งถูกกระทบไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อนที่ค่าเงินรูเบิลทรุดหนัก จนปัจจุบันเริ่มฟื้นตัว

พื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยิ่งถูกกระทบจำกัด เพราะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและท่องเที่ยว มีสัดส่วนเพียง 7-8% ของมูลค่าตลาดรวม และไม่มีธุรกิจใดพึ่งพาตลาดอังกฤษมากอย่างมีนัยสำคัญ หากพูดถึงทั้งยุโรป จะมีกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ ธุรกิจโรงแรม ที่ดูเหมือนถูกกระทบในทางลบ แต่จริงๆผลมีจำกัด ตลาดหุ้นที่ผันผวนในระยะนี้เป็นเพราะเม็ดเงิน Flight to safety ทำให้เงินดอลลาร์และเยนแข็งค่ารุนแรง ค่าเงินบาทและเงินสกุลเอเชียอ่อนค่า ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ Flow ยังไม่ไหลเข้ามาในเอเชียในขณะนี้ การปรับพอร์ตของต่างชาติยังใช้เวลาอีกระยะ แต่ด้วยสภาพคล่องที่ยังล้นโลก ดอกเบี้ยที่ยังต่ำในหลายประเทศและจะยังอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะใหญ่ และการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปอาจไม่คุ้มความเสี่ยง ความเป็นไปได้ที่ BOE, ECB, BOJ จะมีมาตรการเพิ่มเติม ทำให้สุดท้าย Flow จะไหลกลับเข้ามาในเอเชีย ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ ขอแค่มีสติ   

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก