posttoday
ภาษีกับแอลกอฮอล์(ตอนจบ)

ภาษีกับแอลกอฮอล์(ตอนจบ)

15 มิถุนายน 2559

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์


บทความ 2 ตอนที่ผ่านมา ผมได้กล่าวถึงผลกระทบของแอลกอฮอล์ที่มีผลต่อสังคม และเศรษฐกิจไทย และได้เสนอมาตรการเพื่อช่วยลดปัญหาไปแล้ว 6 ช้อ เรามาด่อกันในข้อต่อไปกันครับ

7.การขึ้นภาษีสรรพสามิต เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นอีก 20-30% ตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่น้อยหรือมาก เพราะว่าเครื่องดื่มเหล่านี้นอกจากจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคนไทย ทำให้เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ตับแข็ง และเป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ รวมทั้งอุบัติเหตุและการทำร้ายร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิต เรามาดูราคาเบียร์ที่ขายกันใน Super Market ของไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นกันครับ

ราคาเฉลี่ยเบียร์ขนาด 330 cc.กรุงเทพ อยู่ที่ 1.10 เหรียญสหรัฐ กัวลาลัมเปอร์ 2.01  เหรียญสหรัฐ  สิงคโปร์ 1.89  เหรียญสหรัฐ  โตเกียว 2.38  เหรียญสหรัฐ  ออสโล3.45  เหรียญสหรัฐ ที่มา : www.goeuro.com

เราจะเห็นได้ว่า กรมสรรพสามิตยังคงมีรูมให้เพิ่มภาษีสรรพสามิตได้อีก 20-30% แบบสบายๆ แต่จริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องเอาราคาของเมืองอื่นๆมาเป็นเหตุผลในการขึ้นภาษี แต่เราควรจะเอาความจำเป็นของสภาพสังคมไทยมาเป็นเหตุหลักในการขึ้นภาษีดังกล่าว

ส่วนเหตุการณ์ที่กลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ แล้วสารภาพเมื่อถูกจับได้ว่าเป็นเพราะเมาสุรา เป็นการทำร้ายภาพพจน์ของคนไทย และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ถ้าเราปล่อยให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นคุณๆอยากจะไปเที่ยวประเทศที่มีคนในชาติแบบนี้ไหมครับ ดังนั้นบทลงโทษกับความผิดที่กระทำต่อนักท่องเที่ยวควรจะลงโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมาย โดยไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษหริอรอลงอาญา อย่าลืมนะครับ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นตัวจักรหลักที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ซึ่งอุตสาหกรรมนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนที่มีส่วนให้บริการนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นไกด์ บริษัททัวร์ พนักงานขายของตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสถานบริการต่างๆ รวมทั้งธุรกิจต่างๆที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Logistics ผู้ผลิตสินค้า และบริการต่างๆที่นักท่องเที่ยวต้องกินต้องใช้

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากจะฝากให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ค้นหาและให้คำแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น Unseen ใหม่ๆ ปีละ 5-10 แห่ง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ และเป็นการถ่ายเทปริมาณนักท่องเที่ยวให้ไหลไปสถานที่ใหม่ๆ และยังเป็นการช่วยกระจายรายได้ให้แก่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆที่แนะนำ การโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆเหล่านี้ นอกจากจะเป็นทาง Offline  เช่น นิตยสาร ททท. แล้ว การใช้ช่องทาง Online ก็จะตรงใจคนยุคใหม่ที่นิยมค้นหาแหล่งท่องเที่ยวจากอินเตอร์เน็ต โดยว่าจ้างให้ Blogger ที่มี Follower มากๆ โดยเฉพาะ Blogger ที่เขียนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ไปเที่ยวสถานที่เหล่านั้น แล้วกลับมาโพสต์ข้อความพร้อมกับรูปภาพสวยๆที่ถ่ายจากสถานที่ Unseen เหล่านั้น และนำนโยบาย OTOP กลับมาใช้ ซึ่งจะสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันกับการท่องเที่ยว จริงๆ

แล้วนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนๆ ที่ดีก็พอมีอยู่บ้างได้แก่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่ดี และ OTOP ที่ช่วยสร้างและกระจายรายได้ให้กับคนท้องถิ่นต่างๆ ส่วนนโยบายที่แย่ๆอย่างเช่น ค่าแรง 300 บาท ที่ทำลายศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทย เห็นได้ชัดจากการย้ายฐานผลิตของหลายๆรายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งออกที่ติดลบมาหลายปี ส่วนนโยบายจำนำข้าวก็ผลาญงบประมาณแผ่นดินเป็นอย่างมาก แทนที่จะนำไปใช้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประแทศ และนโยบายรถคันแรกที่สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ต่อเนื่องมา 2-3 ปี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน และชุดต่อๆไปในอนาคต คงไม่นำนโยบายที่อาจจะสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจของชาติมาใช้อีกต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก