
พฤษภาคม พบเพื่อจาก
โดย....บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
โดย....บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
เข้าสู่เดือนพฤษภาคม มารอดูกันว่าจะเกิดปรากฎการณ์ Sell in May and Go Away หรือไม่ ซึ่งการปรากฎการณ์ดังกล่าว มักจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานในช่วงเดือน พ.ค. สาเหตุหลักใหญ่ๆคือ คือผู้จัดการกองทุนมักจะทำการขายหุ้นลดความเสี่ยงก่อนที่จะลาพักร้อนในช่วง มิ.ย. (เป็นช่วงที่โรงเรียนในต่างประเทศส่วนใหญ่ปิดเทอม)
จากสถิติข้อมูล 6 ปีย้อนหลัง (ตั้งแต่วิกฤติ Subprime) จะพบว่าตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่มักจะปรับลดลงในช่วงเดือน พ.ค. เกือบทุกปี ทั้ง ตลาดหุ้นยุโรป สหรัฐ ติดลบเฉลี่ย 3.0% และ 2.4% ตามลำดับ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเอเชียโดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไทย เกาหลี ปรับลงกันมากกว่า 2%
ส่วนตลาดหุ้นไทยใน 6 ปีที่ผ่านมา เดือน พ.ค. จะเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ โดยเป็นผลมาจากการขายทำกำไรของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการจ่ายเงินปันผล โดยในเดือน พ.ค.2559 นี้ จะมีการจ่ายปันผลเป็นเงินสดรวมกว่า 1.39 แสนล้านบาท (มาจากที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ไปในเดือน มี.ค. 3.4 หมื่นล้านบาท เม.ย.7.3แสนล้านบาท และเดือน พ.ค. 3.1 หมื่นล้านบาท) ส่วนที่จะต้องจ่ายให้กับนักลงทุนต่างประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจมีบางส่วนที่ต้องไหลออกนอกประเทศ และกดดันค่าเงินบาทได้พอสมควร
สถิติ 6 ปีที่ผ่านมา SET Index จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -2.47% (ปรับร่วง 5 จากใน 6 ปี) โดยนักลงทุนต่างประเทศจะเป็นฝ่ายขายสุทธิเกือบทุกปี (ขายสุทธิ 5 จากใน 6 ปี) เฉลี่ย 2.1 หมื่นล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักจะมีการปรับลดลงด้วยความน่าจะเป็นเกิน 60% จะประกอบไปด้วย วัสดุก่อสร้าง ธนาคารฯ พลังงาน รับเหมาฯ เหล็ก ชิ้นส่วนิเล็กฯ อสังหาฯ เกษตร ปิโตรเคมี ขนส่ง และ สื่อสาร
ทั้งนี้ช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่ภาค Real Sector จะทยอยรายงานงบ 1Q59 กันออกมา เป็นที่คาดหวังว่าผลประกอบการโดยรวมจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ไตรมาสที่ผ่านมา (qoq) และช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน (yoy) แม้ว่า กลุ่มธนาคารฯ จะประกาศผลประกอบการออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ธนาคารฯ 11 แห่งมีกำไรสุทธิ 1Q59 รวม 4.79 หมื่นล้านบาท -8.8% yoyและ +9.6% qoqแต่สำหรับกลุ่มอื่นๆ (ยกเว้นสื่อสาร) น่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่องจากงวด 4Q59 โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี ที่ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการบันทุกขาดทุนจากสินค้าคงคลัง หรือการตัดการด้อยค่าเหมือนอย่างในช่วง 3Q59 เนื่องจากราคาน้ำมันมีการปรับเพิ่มขึ้นมาในช่วง 1Q59 กว่า 50% ซึ่งจะเห็นได้จากการรายงานงบของ SCC และ PTTEP ที่ออกมามากกว่าที่ตลาดคาด และดีขึ้นทั้ง qoqและ yoy นอกจากนั้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในประเทศทั้ง การเงิน ค้าปลีก ฯลฯ ก็น่าจะมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน
จากการประเมินกำไรของบริษัทที่ฝ่ายวิจัยออกบทวิเคราะห์ จะพบว่า 60% ของบริษัทที่ KS ทำ Earning Preview จะมีกำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ 47.3% จะมีกำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ดังนั้นในเบื้องต้นจึงคาดว่ากำไรสุทธิรวมทั้งตลาดเบื้องต้นไม่น่าจะน้อยไปกว่า 2 แสนล้านบาท ทรงตัวจากงวด 4Q57 และ 1Q57 ซึ่งมีกำไร 2.36 และ 2.27 แสนล้านบาทตามลำดับ
หากผลประกอบการออกมาในระดับที่เกินกว่า 2.4 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกระตุ้นทำให้เกิดแรงซื้อเพื่อเก็งกำไรการฟื้นตัวของกำไรตลาด (ประมาณการณ์กำไรตลาดรวมในปี 2559 จะอยู่ที่ประมาณ 8.4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลรวมจากบริษัทที่ KS ออกบทวิเคราะห์ และ Consensus หากนับเฉพาะที่ KS ออกบทวิเคราะห์ 113 บริษัท จะได้ประมาณการณ์กำไรปี 2559 ที่ 6.53 แสนล้านบาท







