
ข้อควรคิดถ้ามีการปรับโครงสร้างภาษี
โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหาร สายงาน Wealth Management บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด
โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหาร สายงาน Wealth Management บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุก ๆ ท่าน ช่วงที่ผ่านมามีข่าวที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เงินเดือนก็คือ การขยายเวลาการใช้อัตราภาษีรายได้บุคคลธรรมดาแบบ 7 ขั้น ต่อไปอีก 1 ปีภาษี คือ ปีภาษี 2559 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 ธ.ค. 59 ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่ใช้คำนวณสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี วันที่ 1 ม.ค.- 31 มี.ค. 60
และอีกเรื่องหนึ่งคือข่าวที่ถูกพูดถึงกันมากทีเดียว คือ กรมสรรพากรเตรียมสรุปโครงสร้างใหม่ภาษีเพื่อนำเสนอ ครม. ในกลางเดือนนี้ โดยจะทำให้ผู้ที่มีเงินได้ 25,000 หรือ 30,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี เพราะปรับค่าลดหย่อนส่วนตัวจากเดิม 60,000 เป็น 100,000 หรือ 120,000 บาท และอาจมีการขยายช่วงรายได้ เพื่อลดภาระภาษีของผู้มีเงินได้ โดยที่ไม่ต้องปรับลดอัตราภาษี ซึ่งปัจจุบันอัตราต่ำสุดอยู่ที่ 5% สูงสุดอยู่ที่ 35% เช่น ปัจจุบันช่วงเงินได้ 150,001 บาท จนถึง 300,000 บาท มีอัตราภาษีที่ 5% ช่วงเงินได้ในการเสียภาษี อาจขยายเพดาน จาก 300,000 บาท ไปเป็น 1 ล้านบาท ส่วนคนที่เคยเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 35% ซึ่งในปัจจุบัน ต้องมีรายได้มากกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไปนั้น อาจมาเริ่มต้นเสียสูงสุดเมื่อมีรายได้สูงขึ้น เช่น อาจเป็นรายได้ที่มากกว่า 6-7 ล้านบาท การขยายช่วงเงินได้ในการเสียภาษีนี้ จะทำให้คนที่มีเงินได้ในทุกระดับช่วงของรายได้ ได้รับประโยชน์ทั้งหมด
การปรับโครงสร้างภาษี มองในแง่ของผู้เสียภาษี ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ภาระภาษีจะลดน้อยลงกว่าเดิม แต่แล้วมันมีผลดีอย่างไรในเมื่อถ้ารัฐได้รับรายได้ที่น้อยลง ความจริงอย่างหนึ่ง คือ การปรับเพื่อให้เกิดความใกล้เคียงกันระหว่างภาษีรายได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ซึ่งรัฐได้ทำการปรับลดภาษีรายได้นิติบุคคลลงมาเหลือร้อยละ 20 อีกด้านหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเมื่อภาคประชาชนมีรายได้คงเหลือจากการปรับฐานภาษีแล้วก็คาดว่าจะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตัวของภาคธุรกิจ ซึ่งเมื่อคิดรวมกันแล้วอาจสามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการปรับฐานภาษีในครั้งนี้
สิ่งที่นักลงทุนต้องมองให้ลึกกว่านั้น คือ เงินส่วนที่ได้กลับมาจากภาระภาษีที่น้อยลง เราควรจะทำอย่างไร เช่น ถ้าเรานำไปจับจ่ายใช้สอยทั้งหมดเราก็ได้ความสุขจากการบริโภคที่มากขึ้น หรือถ้าเรานำไปชำระหนี้เดิมที่เรามีอยู่ ก็จะทำให้ภาระหนี้ของเราน้อยลง แต่ถ้าเราจัดแบ่งไปลงทุนจัดตั้งธุรกิจ หรือไปลงทุนในพอร์ตเพื่อการลงทุนสิ่งที่นักลงทุนจะได้รับก็คือ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นและบรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินที่เร็วขึ้น
ดังนั้น รายได้ที่เพิ่มมากขึ้นกับ Wealth ของเราบางครั้งอาจจะไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป ถ้าไม่สามารถจัดสรรเงินได้อย่างเหมาะสม ในที่สุดแล้ว Wealth ของเราก็อาจจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกับเงินภาษีที่ได้รับคืนจากการลดหย่อนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน LTF RMF หรือประกัน เราเคยคิดหรือไม่ว่าเงินเหล่านั้นมันควรจะใช้บริหาร Wealth ในกระเป๋าของเราอย่างไร บางคนนำไปชำระหนี้บ้าน ผลคือภาระดอกเบี้ยที่ลดน้อยลง บางคนนำไปซื้อกองทุนประหยัดภาษี ผลคือโอกาสสร้างผลตอบแทน และการลดหย่อนภาษีอย่างต่อเนื่อง บางคนนำไปซื้อประกัน ผลคือการออมระยะยาว และสิทธิการลดหย่อนภาษีอย่างต่อเนื่อง บางคนนำไปลงทุนในกองทุนหุ้น หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ผลที่ได้รับก็คือ โอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า (ความเสี่ยงก็ตามมาเช่นกัน)
ผมเชื่อว่าทางเลือกในการใช้เงินมีอย่างหลากหลาย แต่ละทางก็ได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน ไม่ใช่ในแง่การลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่การที่นักลงทุนฝึกฝนตัวเองให้รู้จักการบริหารเงินอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่นักลงทุนรับก็คือ วินัยทางการเงินนั่นเองครับ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จในการบริหาร Wealth ของตัวเองในอนาคต
ผมเชื่อว่าแท้ที่จริงแล้วรายได้ในปัจจุบันไม่ได้ตัดสินที่ว่าเราจะมีความมั่งคั่งที่เท่ากันในอนาคตแต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครมีเหลือเพื่อนำไปบริหารจัดการให้งอกเงยมากกว่ากันต่างหากครับ







