
นกใหญ่ในไร่ส้ม
เริ่มเป็นคดีความมาตั้งแต่ปี 2548 ผ่านมาถึงวันนี้ ศาลชั้นต้นตัดสินให้คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
เริ่มเป็นคดีความมาตั้งแต่ปี 2548 ผ่านมาถึงวันนี้ ศาลชั้นต้นตัดสินให้คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่ส้ม จำคุก 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมกับพนักงานสาวที่ร่วมกันทุจริตเงินค่าโฆษณา อสมท
พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเป็นอย่างไร หลายท่านติดตามหาอ่านได้ตามหน้าสื่อนะครับ เพราะสื่อเกือบทุกแขนงรายงานข่าวกันอย่างละเอียด
ส่วนสื่อที่คุณสรยุทธสังกัด เสนอข่าวของตัวเองบ้างหรือไม่ หรือเปิดพื้นที่แจกแจงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างไร ไม่ขอก้าวล่วงนะครับ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ ความเหมาะสมของเหล่าท่านเอง จะมองเรื่องของความเป็นข่าวต้องเสนอข้อเท็จจริง หรือจะปกป้องพิทักษ์รักษาคนในสังกัด
อย่างไรก็ตาม คงทำความเข้าใจกันก่อน นี่เป็นเพียงแค่ศาลชั้นต้น มีสิทธิในการขอยื่นประกันตัวต่อสู้ในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ซึ่งล่าสุดทนายความคุณสรยุทธใช้สิทธิยื่นขอประกันตัวไปแล้ว
ในเมื่อกระบวนการต่อสู้คดีความยังไม่ถึงที่สุดก็ต้องว่ากันไป พิสูจน์ความบริสุทธิ์กันไปจนถึงศาลฎีกาจะตัดสิน
แต่ระหว่างการต่อสู้คดีภายหลังศาลชั้นต้นตัดสินนี่สิ บทบาทหน้าที่ในฐานะคนข่าวมืออาชีพจนมีแฟนคลับ ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองติดตามชมจนเรียกเรตติ้งอย่างสูง อีกทั้งสร้างแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ในการก้าวขึ้นมาสู่พิธีกรข่าวชื่อดังจะวางตัวอย่างไร
ดูทำให้สื่อมวลชนใหญ่รายนี้ต้องเผชิญวิบากกรรมอันท้าทาย ทั้งที่ผ่านมาเขาก็ถูกท้าทายอยู่แล้ว ทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากการนำเสนอเรื่องราวการเมือง สังคม ที่มีทั้งคนถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง หรือบางครั้งถูกตั้งข้อสังเกตถึงการจัดรายการแฝงด้วยธุรกิจ ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติชิลๆ ตามวิถีการเป็นคนข่าว
แต่สำหรับครั้งนี้หนักหนานัก เพราะคุณสรยุทธต้องแบ่งเวลา ไหนต้องใช้เวลาขึ้นโรงขึ้นศาลต่อสู้คดี ไหนต้องบากหน้าจากการเป็นจำเลยปรากฏตัวผ่านหน้าจอพบปะผู้ชม ทั้งเช้าทั้งเย็น นอกจากนำเหตุการณ์บ้านเมืองมารายงานให้ประชาชนรับทราบ ดีไม่ดีจะต้องมาอ่านข่าวที่ตนเองตกเป็นข่าวเสียเองด้วยหรือเปล่าหนอ
อ่านใจคุณสรยุทธไม่ได้ครับ แต่สำหรับผู้ที่มีสถานะความเป็นสื่อ ถ้าอยู่ในห้วงเวลานี้คงมีภาวะกระอักกระอ่วนเหมือนกัน แต่อีกนั่นแหละ สำหรับบางคนอาจไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมของการหาผู้มีสปิริตแสดงความรับผิดชอบได้ยากเต็มทน
ท่ามกลางความเห็นใจ แต่ไม่อาจปฏิเสธย่อมมีคำถามคาใจต่อสถานะความเป็นสื่อ ผู้มีบทบาทหน้าที่ตรวจสอบความเป็นไปของบ้านเมือง เป็นกระบอกเสียงบอกลูกหลานให้รังเกียจการทุจริตคอร์รัปชั่นเสียด้วย
นี่ยังไม่ทันได้รับการชี้แจงจากคุณสรยุทธ มีเสียงจากองค์กรสื่อออกมาเรียกร้องให้หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งความจริงมีการทวงถามมาตรฐานจริยธรรม นับตั้งแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้อัยการส่งฟ้องศาลก่อนหน้านี้แล้ว
แต่ระหว่างนั้น คุณสรยุทธอาจตีความเหมือนนักการเมืองไทยทั่วๆ ไปว่า "ในเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด ไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบ ทำให้ทุกสายตายังได้รับชมการรายงานข่าว การจัดรายการอันมีสาระสร้างสรรค์ของพิธีกรท่านนี้ต่อไป"
มาถึงจุดนี้ เป็นสิทธิของคุณสรยุทธอีกครั้งว่าจะยืนหยัดทำหน้าที่พิธีกรข่าว หรือตัดสินใจเป็นอย่างอื่น...







