posttoday
New Trick for Trigger Fund

New Trick for Trigger Fund

16 กุมภาพันธ์ 2559

โดย กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรซ์ (ประเทศไทย)

โดย กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ  บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรซ์ (ประเทศไทย)

Never say never ถือเป็นคำพูดติดปากของฝรั่งคำหนึ่งที่มักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆเมื่อปลายปีแล้วผมประกาศออกสื่ออย่างชัดเจนว่าจะไม่เขียนบทความเกี่ยวกับกองทุน Trigger Fund อีกต่อไปแล้วโดยทิ้งบทความสุดท้าย(ผมหวังไว้ ณ ตอนนั้น) ไว้ชื่อว่า “ครั้งสุดท้ายกับ Trigger Fund” แต่แล้วมาวันนี้ผมก็จำเป็นจะต้องกลืนน้ำลายตัวเองจนได้ เนื่องด้วยจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

พูดถึงกองทุนTrigger Fund นักลงทุนทราบหรือไม่ว่ากองทุนประเภทนี้อยู่กับอุตสาหกรรมกองทุนรวมในประเทศไทยมาแล้วครบ 10 ปีพอดีมีกองทุนเปิดมาแล้วกว่า450 กองทุนระดมเงินลงทุนจากนักลงทุนไทยกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนTrigger Fundมีการพัฒนารูปแบบของการจัดการรวมไปถึงนโยบายการลงทุนและประเภทสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยนั้นก็คือ Trigger Fund เป็นผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนที่ค่อนข้างตรงใจกับความต้องการของนักลงทุนไม่ใช้น้อย มิเช่นนั้นคงหายไปจากอุตสาหกรรมกองทุนไทยนานแล้ว

ตลอดช่วง3-4 ปีหลังที่ผ่านมา ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ออกมาวิจารณ์ถึงข้อเสียของกองTrigger Fundนี้กันอย่างมากมาย ซึ่งผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็น 1. การจำกัดโอกาสในการรับผลตอบแทนไว้เพียงเป้าหมาย (X%) ที่กองทุนตั้งไว้(upside limit)2. โอกาสในการติดลบอย่างไม่จำกัด (downside no limit)3. ความเสี่ยงในการขาดสภาพคล่องในการไถ่ถ่อนเนื่องจากไม่สามารถขายหน่วยลงทุนระหว่างทางได้ และ 4. ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายกองทุนที่เฉลี่ยแล้วเก็บในอัตราที่สูงกว่ากองทุนแบบปกติ

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งที่ยังคงชื่นชอบและลงทุนในกอง Trigger Fund อย่างต่อเนื่องซึ่งจะว่าไปแล้วก็เปรียบเสมือนกับสินค้าประเภทอื่นๆ อาทิเช่น น้ำอัดลมหรือ Junk Food ต่างๆที่ขายกันอยู่ ซึ่งทุกคนต่างรู้กันดีถึงข้อเสียของมันแต่ก็ยังมีคนที่ชื่นชอบที่จะบริโภคอยู่ดี ดังนั้นบทสรุปเบื้องต้นตรงจุดนี้ก็คือ ความชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ดังนั้นตราบใดที่ยังคงมีความต้องการจากผู้ลงทุน Trigger Fund ก็ยังอยู่กับอุตสาหกรรมกองทุนไทยต่อไป

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมันนั้นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ผมต้องกลับมาเขียนเล่าเรื่องราวของ Trigger Fund อีกครั้งในวันนี้แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้นเกิดจากผมได้มีโอกาสไปพบกับกองทุน Trigger Fund รูปแบบใหม่ที่กำลังเปิด IPO ขายอยู่ ณ ตอนนี้ (ทั้งนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะช่วยโปรโมตเป็นอย่างใด) ซึ่งทำให้ผมถึงกับต้องทึ่งและยอมรับถึงความสามารถในการปรับตัวของผู้คิดค้นออกกองทุน Trigger Fund กองนี้

มาวันนี้ Trigger Fund มีการปรับตัวอีกครั้งโดยมีลูกเล่นใหม่ New Trickนั้นก็คือ การพยายามที่จะปิดจุดอ่อนของกองทุน Trigger Fund ในเรื่องของโอกาสในการติดลบอย่างไม่จำกัด (downside no limit) โดยกองทุนใหม่นี้ได้บอกไว้ว่าจะจำกัดความเสี่ยงในช่วงขาดทุนไว้อยู่ที่ 5% นั้นหมายความว่าเมื่อใดที่หน่วยลงทุนของกองทุนมีการปรับตัวลงน้อยกว่าหรือเท่ากับ9.5 บาทกองทุนจะทำการปิดและขายคืนหน่วยลงทุนให้ผู้ลงทุนทันทีพูดง่ายๆนั้นก็คือการ stop loss เหมือนเล่นหุ้นนั้นเอง(ซึ่งต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าโอกาสที่จะได้ 5% แบบเป๊ะๆแล้วปิดนั้นคงยาก)

ซึ่งถามผมว่าแล้วมันดีไหม ถ้ามองกันแบบตรงๆเฉพาะมุมนี้ก็ต้องยอมรับว่าดีตรงที่มันสามารถช่วยจำกัดความเสี่ยงให้ได้อยู่ที่ระดับนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารกองทุนด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากผมได้มีโอกาสเข้าไปดูนโยบายการลงทุนและวิธีการบริหารกองทุนนี้แล้วถือว่ามีความสลับซับซ้อนอยู่มากโดยใช้หลากหลายเครื่องมือทางการลงทุนซึ่งรวมถึงตราสารอนุพันธุ์ด้วยเช่นกันซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนควรดูให้ละเอียด

แต่อย่างไรก็ตามส่วนตัวผมเองก็ยังคงยืนยันว่าวิธีการตั้งจุด Trigger ทั้งขาขึ้นและขาลงนั้นท่านนักลงทุนสามารถทำได้เองเพียงแต่ท่านต้องสนใจติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด หรืออีกหนึ่งช่องทางถ้าทาง บลจ. จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ลงทุนได้ตรงประเด็นนี้ก็คือ การทำระบบ Triggerขึ้นมาให้เป็นเครื่องมือทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนดังเช่นในบางประเทศเช่น อินเดีย เป็นต้นครับ

เนื่องจากการลงทุนทุกวันนี้มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากนักลงทุนทุกท่านก็คือ การศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดและรู้ถึงวัตถุประสงค์ของการลงทุนก่อนตัดสินลงทุนทุกครั้งนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก