
ตะวันส่องอาเซียน : รอลุย
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาร่วมของเมียนมากำหนดกันแล้วครับว่า จะเริ่มกระบวนการเสนอชื่อบุคคลเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 17 มี.ค.นี้
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาร่วมของเมียนมากำหนดกันแล้วครับว่า จะเริ่มกระบวนการเสนอชื่อบุคคลเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 17 มี.ค.นี้
แม้กระบวนการดังกล่าวจะเริ่มต้นช้ากว่ากำหนด แต่ก็ยังถือว่าน่าจะพอทันการณ์ เพราะประธานาธิบดีเต็งเส่งจะหมดวาระในวันที่ 30 มี.ค.นี้
เรื่องน่าสนใจอย่างหนึ่งนอกเหนือจากใครจะเป็นประธานาธิบดี คือเป็นแล้วจะต้องเจออะไร ต้องทำอะไร วันนี้ผมจึงอยากพูดถึง 3 เรื่องหลักๆ ที่ไม่ใช่ ร.เรือ หรือ ล.ลิง แต่เป็น “รอลุย” โดยประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา และเป็นเรื่องรอลุยที่อาจมีผลกระทบต่อไทยด้วย
1.การจัดการกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธในเมียนมา แม้รัฐบาลเต็งเส่งจะได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธบางกลุ่มไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2558 แต่ในความเป็นจริงยังเหลืออีกถึง 9 กลุ่มภายใต้สภาสหพันธ์ร่วมหลากสัญชาติ (UNFC) ที่ไม่ได้ลงนามข้อตกลงดังกล่าว
9 กลุ่มดังกล่าว เคยมาจัดประชุมกันที่เชียงใหม่เมื่อปีที่แล้วและแสดงถึงความคาดหวังในการเจรจากับรัฐบาลใหม่ (ซึ่งแท้จริงนำโดยอองซานซูจี) หากรัฐบาลใหม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็น่าจะเป็นผลดีต่อทั้งในประเทศ รวมถึงเป็นผลดีต่อการเดินทางผ่านทางชายแดนและการเดินทางไปไหนมาไหนในเมียนมาของชาวไทย
2.การสานต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายยกโครงการ เรื่องนี้ค่อนข้างพูดยากว่าจะเรียก “รอลุย” หรือ “รอร้อรอ” ในบรรดาเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่งของเมียนมา ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา เขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิ่ว และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ต้องยอมรับว่าทวายที่ทำกับไทยและเพิ่งมีญี่ปุ่นเข้ามาร่วมนั้นกระเตื้องช้าสุด
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้โครงการขยับได้ช้า เนื่องจากพื้นที่โครงการมีชุมชนดั้งเดิมอาศัยอยู่จำนวนมาก และได้รับการปฏิบัติที่ยังอยู่ภายใต้เครื่องหมายคำถามว่าได้มาตรฐานหรือไม่ หากรัฐบาลใหม่ซึ่งน่าจะมีความใกล้ชิดกับท้องถิ่นมากกว่าชุดเดิมเข้ามา อาจช่วยให้การเจรจาแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมและเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น หากไม่เร็วขึ้น ก็อาจตรงกันข้าม คือยิ่งช้าไปอีก
3.การผลักดันการค้าการลงทุน ช่วงหลายปีให้หลังมานี้ มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเมียนมาค่อนข้างสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในปี 2558 การส่งออกไทยไปเมียนมากลับเติบโตติดลบ 1.5% เป็นการเติบโตติดลบเพียงประเทศเดียวในบรรดาตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวี
ขณะเดียวกันในแง่การลงทุนนั้นเมียนมาเองก็ยังไม่ได้ออกกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ที่รวมระหว่างกฎหมายการลงทุนต่างชาติและนิติบุคคลในประเทศเข้าด้วยกัน ทั้งการค้าและการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่รอรัฐบาลใหม่เมียนมาเข้ามาลุย
จึงได้แต่หวังว่าเมียนมาจะได้รัฐบาลใหม่ที่ดีเข้ามาลุยโดยเร็วครับ







