posttoday
Healthcare: ถือต่อ หรือ ลดพอร์ตดี

Healthcare: ถือต่อ หรือ ลดพอร์ตดี

10 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต

โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต

ในปีที่ผ่านมา ช่วงครึ่งปีแรกพบว่ากองทุน Healthcare ได้รับความนิยมมากและให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันกองทุน Healthcare กลับกลายเป็นกองทุนที่ทำผลงานได้ไม่เป็นตามคาดและน่าผิดหวังหลังจากปลายปีที่ผ่านมาในช่วงเดือนกันยายนก็โดนกระแสกดดันจาก ฮิลลารี คลินตัน ที่ประกาศว่าจะออกนโยบายควบคุมราคายาหากได้มาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ (ซึ่งคงกินเวลาอย่างน้อย ๆ ไม่ต่ำกว่า 5 ปีถึงจะเห็นผลกระทบ) ทำให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวลดลงไปเรื่อยๆ จนนักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจว่าหุ้นกลุ่มนี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร

จริงๆ แล้ว Healthcare ทำผลงานย่ำแย่หรือไม่?

ในช่วงเดือนแรกของปีนี้ กองทุน Healthcare แทบทุกกองทุนในประเทศ ก็ปรับตัวลดลงติดลบกัน มากกว่า 10% ส่วนจะมากกว่าหรือน้อยกว่าก็แล้วแต่กองทุนหลักที่แต่ละ บลจ. เลือกไปลงทุน และนโยบายการ hedging ค่าเงินของบริษัทจัดการที่ทำให้ผลงานแตกต่างกัน แต่ไม่มีกองทุนไหนที่สามารถทำผลงานเป็นบวกได้

ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าในช่วงนี้กลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare ทำผลงานได้น่าผิดหวังจริง เพราะ  Healthcare Index ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (as of 3 Feb 2016) ติดลบอยู่ -8.4% แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันของตลาดหุ้นที่ในช่วงต้นของปีที่พากันติดลบกันถ้วนหน้า ยกเว้นทองคำเท่านั้นที่เป็นบวก จึงถือเป็นแรงกดดันหนึ่งให้กลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare ปรับตัวลดลงในเดือนแรกของปี

และส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากตัว Sector Healthcare เอง แต่หากพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรม จะพบว่าในส่วนของโรงพยาบาล และศูนย์บริการทันตกรรมก็ยังสามารถทำผลงานได้ดีกว่า S&P 500 โดยในสัปดาห์เดียว (25-29 ม.ค. 59) หุ้นโรงพยาบาลปรับตัวดีขึ้นเกือบ 4% ซึ่งสอดคล้องกับที่ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์สัน ออกมาให้ความเห็นไว้ว่า แนวโน้มการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและจำนวนผู้ศัลยกรรมกระดูกปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังพบว่าศูนย์บริการทันตกรรมก็ปรับตัวดีขึ้นมากกว่า 2% เพราะฉะนั้นกลยุทธ์การลงทุนหุ้นกลุ่ม Healthcare ในช่วงนี้คงต้องเลือก sector ให้แม่นยำและปรับพอร์ตให้รวดเร็ว

ส่วนใน Subsector อย่างไบโอเทคโนโลยีเป็นหมวดหนึ่งที่ส่งผลให้กลุ่ม Healthcare ปรับตัวลดลงแรงในปีนี้ ดูได้จาก NASDAQ Biotechnology Index ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาติดลบถึง -14% โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กปรับตัวลดลงแรงที่สุด ภายในสัปดาห์เดียวติดลบถึง -8% ทำให้บางบริษัท Valuation ต่ำจนถึงระดับ floor แล้ว และหากติดตามกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดจะพบว่าตั้งแต่สัปดาห์แรกของปีจนถึงปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงแรงมาโดยตลอด ซึ่งก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน แต่ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มนี้จะไม่น่าสนใจเลย เพราะอย่าลืมว่าการควบรวมกิจการของบริษัทเล็กๆ ก็ถือปัจจัยเป็นหนึ่งที่ต้องจับตามอง เพราะคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อน sentiment ของผู้ลงทุนให้ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตามเมื่อเราพิจารณา P/E ปัจจุบันของกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare ในช่วงนี้ เทียบกับ S&P500 พบว่าราคาของ Healthcare นั้นถือว่าถูกกว่า คืออยู่ที่ 14.8 เท่า ทั้งที่ S&P500 อยู่ที่ 15.2 เท่า ต่ำกว่าราวๆ 3%และสำหรับหมวดย่อยๆ ก็มีทั้งที่ราคาถูกลงมากอย่าง Biotechnology ที่ปัจจุบัน P/E  อยู่ที่ 12.5 เท่า (ช่วงที่พีคต้นปี 2014 P/E อยู่ที่ 25 เท่า) และที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักอย่างหมวด Pharmaceuticals(ช่วงที่พีคต้นปี 2015 P/E อยู่ที่ประมาณ 17 เท่า)

การลงทุนใน Healthcare Sector เป็นการลงทุนที่เน้นระยะยาว ซึ่งผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาข้อเท็จจริงในสภาวะที่ตลาดผันผวนในปัจจุบัน จะมองว่าหุ้นในกลุ่ม Healthcare น่ากังวล คงไม่ได้พิจารณาเฉพาะในช่วง 3-4 เดือนนี้ แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่แสดงให้เห็นว่าหุ้นกลุ่ม Healthcare ยังคงน่าสนใจและน่าลงทุนแต่ต้องให้โอกาสในระยะยาวหน่อยอย่างน้อยก็ 1 ปีขึ้นไป หรือยาวกว่านั้น

(1)Aging Population ที่ยังคงเป็นเทรนด์โลก ล่าสุดจีนก็ได้ประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวเพราะไม่สามารถพัฒนาประเทศได้มีประสิทธิภาพหากสัดส่วนประชากรวัยสูงอายุมีจำนวนมาก

(2)นวัตกรรมที่ทันสมัยที่แต่ละบริษัทต่างก็เร่งพัฒนากันอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง เพราะหากสำเร็จก็หมายถึงเม็ดเงินและกำไรที่บริษัทคิดค้นจะได้รับ

(3)รายได้ของบริษัท Healthcare ส่วนใหญ่ก็ยังดี ไม่ได้ลดลงตามราคาหุ้นแต่อย่างใด

เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว การลงทุนใน Healthcare คงต้องมองระยะยาว หากท่านลงทุนอยู่เดิมด้วยความมั่นใจในศักยภาพของธุรกิจ ก็ขอให้อดทนรอและหาจังหวะลงทุนเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุนเพราะปัจจัยที่สนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญเปลี่ยนแปลงได้ยากโดยเฉพาะ Aging Population ประกอบกับหากเกิดการควบรวมกิจการของบริษัทขนาดเล็กก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นกลับมาปรับตัวสูงขึ้นได้ครับ

สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก