
โบนัสสิ้นปี เพิ่มค่าด้วยกองทุนรวม
โดย บลจ. กรุงไทย
โดย บลจ. กรุงไทย
ใกล้จะเข้าสู่ปีใหม่เข้ามาทุกที กลิ่นอายของเทศกาลแห่งความสุขก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเชื่อว่านอกจากจะตื่นเต้นกับการเคาท์ดาวน์ ของขวัญและงานปาร์ตี้แล้ว หลายท่านยังใจจดใจจ่อกับการมาถึงของโบนัสประจำปีอีกด้วย
โบนัสหรือเงินค่าตอบแทนน้ำพักน้ำแรงพิเศษจากการทำงานตลอดปีที่ผ่านมาของผู้ทำงานเป็นพนักงานหรือลูกจ้างบริษัทหรือองค์กรต่างๆ โดยทั่วไปแล้วจะมีช่วงเวลาการจ่ายที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละหน่วยงาน บางบริษัทจ่ายในเดือนธันวาคมของทุกปี ในขณะที่อีกหลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทต่างชาติ หรือสถาบันการเงินจะเริ่มทยอยจ่ายโบนัสหลังจากทราบผลประกอบการในปีก่อนหน้าแล้ว ซึ่งมักจะมีการจ่ายกันตั้งแต่มกราคมไปจนถึงเมษายนของปีถัดไป
การได้โบนัสสำหรับหลายคน อาจเป็นเพียงการรอเงินก้อนมาโปะจ่ายหนี้บัตรเครดิต เงินกู้ส่วนบุคคล หรือเงินกู้นอกระบบที่ได้จ่ายไปก่อนหน้านั้นแล้ว (ซึ่งถ้าไม่ได้ หรือได้ไม่เท่าที่คาดไว้ ก็จะส่งผลให้เกิดอาการหน้าเขียวหน้าเหลือง หายใจขัดขึ้นมาได้) ในขณะที่บางท่านที่ค่าใช้จ่ายไม่เกินเงินรายได้ในแต่ละเดือน โบนัสจะถือเป็นเงินก้อนพิเศษที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆได้ดังต้องการ
จากผลการสำรวจของบริษัทจัดหางาน จ๊อบสตรีท (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี 2556 ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าจากกลุ่มตัวอย่างของผู้รับโบนัส 3,069 คน ประกอบด้วยระดับพนักงาน 66% พนักงานอาวุโส 14% ผู้จัดการ 16% ผู้จัดการอาวุโสขึ้นไป 2% มีผู้ที่ประสงค์จะนำเงินโบนัสที่ได้มาเก็บไว้เป็นเงินออมสูงถึง 30% นำไปใช้หนี้ 31% จับจ่ายใช้สอย หรือเพื่อการท่องเที่ยว 25% ลงทุน 11% และอื่นๆอีก 2%
จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ 41% ของกลุ่มตัวอย่างจะให้ความสำคัญกับการเก็บออม แต่มีเพียง 11% เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความงอกเงยให้กับเงินออมผ่านการลงทุน
มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายท่านยังคงไม่แน่ใจถึงความแตกต่างระหว่างการออมและการลงทุน โดยหลักแล้วการออม คือ การนำเงินสดไปเก็บไว้ในที่ๆให้ความปลอดภัยสูง สามารถนำมาใช้จ่ายเมื่อใดก็ได้โดยคล่องตัว เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากธนาคารระยะสั้น เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การคงอยู่ของเงินต้นเป็นสำคัญ โดยมิได้ให้ความสนใจกับการที่เงินออมนั้นจะมีผลตอบแทนงอกเงย ทันกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ในขณะที่การลงทุนเป็นการนำเงินสดที่มีไปซื้อหรือลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนตลอดระยะเวลาการถือครองที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย และสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวผู้ลงทุนเองได้ในระยะยาว หรือเรียกง่ายๆก็คือทำให้รวยขึ้นได้นั่นเอง
สำหรับมนุษย์เงินเดือนโดยทั่วไปแล้ว การสร้างความรวยนั้นต้องเริ่มจากการมีเหลือเก็บ (จ่ายน้อยกว่าได้) และมีเงินออมพอเพียงกับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นก็คือการสร้างความงอกเงยให้กับเงินออมที่เหลือผ่านการลงทุน
กองทุนรวมถือเป็นการลงทุนที่สะดวก (ผู้สนใจสามารถแวะขอคำปรึกษาได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และสาขาธนาคารได้ทั่วประเทศ) และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นในจำนวนที่ไม่มากนัก (วงเงินลงทุนขั้นต่ำต่อครั้งเป็นหลักร้อยบาท หรือบางแห่งไม่กำหนดเลย) และการลงทุนครั้งต่อๆมาก็สามารถจัดการได้เองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งจากที่บ้านและที่ทำงานได้อย่างสะดวกปลอดภัย
สำหรับมนุษย์เงินเดือนมือใหม่ อย่างน้อยๆก็ควรจะลงทุนในกองทุนรวมที่รัฐบาลให้สิทธิในการนำเงินค่าซื้อมาเป็นค่ายกเว้นภาษีเงินได้ประจำปีตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
อันที่จริงแล้วกองทุนรวมก็เป็นเหมือนแผงร้านขายเครื่องดื่ม ซึ่งมีน้ำรสชาติต่างๆให้ผู้สนใจเลือกซื้อให้เหมาะกับตนเอง เช่น ถ้าชอบเปรี้ยว ก็เลือกน้ำมะนาว ชอบหวานก็เลือกน้ำลำไย และหากต้องการจะลดความอ้วน ก็เลือกน้ำว่านหางจระเข้แบบไม่มีน้ำตาล เป็นต้น แต่คนเราโดยทั่วไปแล้วมักไม่ได้ชอบหรือเหมาะกับอะไรเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การเลือกน้ำรสต่างๆให้ผสมกันออกมาเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด ก็เป็นทางเลือกด้วยเช่นกัน
สำหรับการลงทุนในกองทุนรวม จะมีทางเลือกตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ จนถึงความเสี่ยงสูง ซึ่งหลายท่านไม่เข้าใจว่า ถ้าเสี่ยงสูงแล้ว จะไปลงทุนทำไมกัน (แค่เริ่มต้นก็ไม่น่าลองแล้ว) แต่อันที่จริงความเสี่ยงสูง หรือต่ำ นั้นมาพร้อมกับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูง หรือต่ำด้วยเช่นกัน โดยถ้าเป็นการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ ผู้ลงทุนก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนต่ำไปด้วย ในขณะที่การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนสูงเช่นกัน (ทั้งนี้ ผลตอบแทนที่ได้รับจริงอาจต่ำ หรือสูง หรือขาดทุนก็เป็นได้ เพียงแต่โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาวนั้นมีมากกว่า การลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำกว่านั่นเอง)
ดังนั้น หากเราต้องเลือกว่าจะใช้เงินโบนัสที่กำลังจะได้มาไปกับอะไร ก็ลองสมมติดูเล่นๆว่าถ้าเราได้รับเงินโบนัสเป็นเงิน 10,000 บาท เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในทางเลือกต่างๆ ณ วันนี้ผลจะเป็นอย่างไร (ผลตอบแทนของกองทุนคำนวณจากอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพในอุตสาหกรรม จาก Morningstar ณ สิ้นปี 2557) พบว่า
1) ซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่: เชื่อว่า 10 ปีให้หลังโทรศัพท์เครื่องนั้นไม่น่าจะอยู่แล้ว
2) ออมเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์: เงินออม 10,000 บาท จะเพิ่มขึ้นเป็น 10,588 บาท (หลังหักภาษี)
(เพิ่มขึ้น 588 บาท)
3) ลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ: เงินออมจะเพิ่มขึ้นเป็น 12,522 บาท
(เพิ่มขึ้น 2,522 บาท)
4) ลงทุนในกองทุนรวมผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ: เงินออมจะเพิ่มขึ้นเป็น 20,735 บาท
(เพิ่มขึ้น 10,735 บาท หรือกว่า 2 เท่า)
5) ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ: เงินออมจะเพิ่มขึ้นเป็น 27,775 บาท
(เพิ่มขึ้น 17,775 บาท หรือเกือบ 3 เท่า)
จะเห็นได้ว่าการลงทุนในกองทุนรวม สามารถเพิ่มค่าให้กับเงินโบนัสเราได้อย่างมาก ขอเพียงให้เวลาและความเข้าใจ เพียงแค่นี้ท่านก็มีโอกาสมั่งคั่งได้ในอนาคตค่ะ ทั้งนี้ ก่อนการลงทุนในกองทุนรวม อย่าลืมศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจนะคะ







