posttoday
ออมให้รวยด้วยภาษี

ออมให้รวยด้วยภาษี

09 ธันวาคม 2558

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

ผมเป็นหนึ่งในผู้คนที่ต้องเสียภาษีแต่ละปีเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากศึกษาเรื่องนี้ก็พบว่าทุกวันนี้รัฐมีมาตรการทางภาษีมากมายที่คนทั่วไปสามารถนำไปลดหย่อนภาษี ซึ่งเท่ากับช่วยให้เรามีเงินออมมากขึ้นนั่นเอง

มาตรการทางภาษีที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ได้แก่
1. เงินปันผล: รายได้จากเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรให้กับผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับจากการถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือนิติบุคคลต่างๆ สามารถนำไปขอเครดิตภาษีได้

2. ลูกกตัญญู: ผู้ที่บิดามารดาทั้งของตนเองและคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกินปีละ30,000 บาท สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคิดภาษีได้คนละ 30,000 บาท (คุณพ่อ 30,000 บาท คุณแม่ 30,000 บาท) รวมทั้งสองฝ่ายไม่เกิน120,000 บาท ลูกทุกคนที่อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับพ่อแม่สามารถนำไปลดหย่อนได้ตามส่วนแต่ผมแนะนำว่าควรให้ลูกที่มีฐานภาษีสูงสุดนำสิทธินี้ไปใช้คนเดียว เพราะจะช่วยให้ประหยัดภาษีได้มากกว่า แล้วให้พี่น้องคนดังกล่าวนำภาษีที่ประหยัดไปได้มาแบ่งให้กับพี่น้องคนอื่นแทน

3.ประกันสุขภาพของพ่อแม่: หากคุณซื้อประกันสุขภาพให้พ่อแม่ของตนเองหรือพ่อแม่ของคู่สมรส ซึ่งมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาท สามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท หากคุณและพี่น้องร่วมกันจ่ายเบี้ยประกันสามารถนำไปหักลดหย่อนได้ตามส่วน

4.ประกันชีวิต: ประกันชีวิตที่มีอายุกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

5. ประกันชีวิตแบบบำนาญ: ผู้ที่ทำประกันชีวิตแบบนี้ ซึ่งจ่ายคืนให้ผู้ซื้อประกันเมื่อมีอายุ 55 ปีขึ้นไป (เป็นประกันที่ระบุว่าสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย) สามารถนำเบี้ยประกันตามจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท นำไปลดหย่อนภาษีได้ กรณีนี้เหมาะกับผู้ที่เงินเดือนไม่มาก แต่มีเงินออมมาก เพราะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมหลังจากซื้อกองทุน LTF และ RMFซึ่งซื้อได้ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้แล้ว

6.ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย:  ถ้าคุณกู้เงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือก่อสร้างที่อยู่อาศัย โดยจดจำนองสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นหลักประกันในการกู้ยืมคุณสามารถนำเงินผ่อนชำระมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง และหากกู้ร่วมกันหลายคน ทุกคนสามารถนำไปหักลดหย่อนโดยเฉลี่ยกันไป หรือหากมีทรัพย์สินหลายแห่งก็สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ทุกแห่ง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

7.กองทุน LTF และ RMF: ลดหย่อนได้เท่าที่ลงทุนจริง โดยสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แต่ไม่เกินประเภทละ 500,000 บาท  ถ้าทำประกันบำนาญครบ200,000 บาทแล้ว คุณจะสามารถนำกองทุน RMF มาลดหย่อนได้อีกไม่เกิน 300,000 บาท  ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีรายได้ปีละ 500,000 บาท ไม่ว่าคุณจะลงทุนในกองทุน LTF และ RMF เป็นเงินเท่าใด  คุณสามารถนำเงินไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินกองทุนละ 75,000 บาท

8. อุปการะคนพิการหรือทุพพลภาพ: หากคุณอุปการะเลี้ยงดูคนพิการที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ไม่ว่าคนพิการนั้นจะเป็นญาติหรือไม่ สามารถนำเงินมาหักลดหย่อนภาษีได้คนละ 60,000 บาท (โดยผู้พิการต้องมีบัตรประจำตัวตามกฎหมายและคุณมีชื่อเป็นผู้ดูแลในบัตรประจำตัว รวมทั้งมีใบรับรองแพทย์และหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนพิการด้วย)

9.บริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษา : ถ้าคุณบริจาคเงินเพื่อซื้อที่ดิน สร้างอาคาร จัดหาอุปกรณ์ การเรียนการสอน จัดหาครู อาจารย์ สนับสนุนการทำวิจัยเพื่อการศึกษา สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เป็นจำนวน 2 เท่าของเงินที่ได้บริจาคไป แต่คิดแล้วต้องไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้พึงประเมินหลังหักเงินลดหย่อนและค่าใช้จ่ายต่างๆ

10. บริจาคเงิน: คุณสามารถนำเงินที่บริจาคให้องค์กรการกุศลที่ระบุว่าสามารถนำไปหักภาษี มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนจริงที่จ่ายไป แต่ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

ภาษีจึงไม่ได้มีแต่คำว่า “เสีย” กับ “เสีย” เท่านั้น หากใส่ใจเรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดในการลดหย่อน จะช่วยให้คุณ “ได้” เงินออมเพิ่มขึ้นจากการ “ได้” ประหยัดภาษีรีบกันหน่อย ใกล้สิ้นปีแล้วครับ
 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก