posttoday
เลือก ETF จัดพอร์ตได้ 2 สไตล์

เลือก ETF จัดพอร์ตได้ 2 สไตล์

08 ธันวาคม 2558

โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบลจ.วรรณ [email protected]

โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบลจ.วรรณ [email protected]

จากกลยุทธ์ที่ผมเคยแนะนำ เกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนที่กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ให้มีความเหมาะสม และสร้างวินัยการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Smart Betaซึ่งจะเหมาะสำหรับการจัดพอร์ตแบบ Buy and hold แต่โดยทั่วไปการจัดพอร์ตจะมี 2 ลักษณะ นอกจากBuy and Hold หรือการจัดพอร์ตการลงทุนในระยะยาวแล้ว ยังมีการจัดพอร์ตการลงทุนในลักษณะTrading หรือ สร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยตลาดในช่วงสั้นๆ ซึ่งผมมองว่า เราสามารถเลือกเครื่องมือการลงทุนสำหรับการจัดพอร์ตทั้ง 2 ลักษณะได้ผ่านกองทุนรวมประเภทExchange Trade Fund (ETF) เนื่องจากกองทุนประเภท ETF สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

การลงทุนในETF ของตลาดในประเทศไทยผมมองว่าค่อนข้างจำกัดกว่าตลาดต่างประเทศพอสมควรซึ่งส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของกองทุนETF ที่ยังค่อนข้างน้อยในตลาดบ้านเรารวมทั้งนักลงทุนไทยยังคงนิยมการออมเงินในธนาคารพาณิชย์มากกว่าโดยเปรียบเทียบแต่หากพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังก็ยังพบว่ามีพัฒนาการเติบโตโดยปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีกองทุนประเภทETF อยู่ 25 กองทุนจากเดิมที่ก่อตั้งในปี 2551 มีประมาณ 3 กองทุนโดยมูลค่าเติบโตขึ้นประมาณ 7% ต่อปีขณะที่ตลาดต่างประเทศหากย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 24.2% ต่อปีในตลาดต่างประเทศนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดของETF เป็นนักลงทุนประเภทสถาบันโดยเฉพาะกองทุนรวมกองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันเป็นหลักเนื่องจากข้อดีของETF ที่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ได้ง่ายและสะดวกรวมทั้งยังสามารถให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับสินทรัพย์อ้างอิงที่ลงทุนได้ (กรณีPassive Fund)

ในความเห็นของผมผมมองว่าการลงทุนในกองทุนETF ยังมีความน่าสนใจอีกค่อนข้างมากเนื่องจากการลงทุนในกองทุนETF สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์การลงทุนในลักษณะของการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนได้เพราะการลงทุนในETF หนึ่งหน่วยสามารถให้ผลตอบแทนเสมือนกับการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ที่ต้องการโดยใช้เงินลงทุนจำนวนไม่มากยกตัวอย่างกองทุนเปิดไทยเด็กซ์เซ็ท 50 อีทีเอฟ (TDEX) มีนโยบายลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนเลียนแบบดัชนีSET50 ซึ่งหากผู้ลงทุนลงทุนในหลักทรัพย์TDEX เท่ากับว่าผู้ลงทุนสามารถลงทุนในหุ้น 50 ตัวที่ซื้อขายในดัชนีSET50  ดังนั้นการลงทุนในรูปแบบนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการวิเคราะห์หุ้นรายตัว โดยเฉพาะในตลาดที่มีหลักทรัพย์จำนวนมาก และต้องการสร้างผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิงเนื่องจากโดยทั่วไป ETF จะสร้างขึ้นมาเพื่อเลียนแบบดัชนีทางการเงิน(Underlying Index) ซึ่งการลงทุนในETF จึงเหมือนการลงทุนโดยสร้างผลตอบแทนตามดัชนีตลาดนั้นๆ

ในด้านการวัดประสิทธิภาพของ ETF ว่าสามารถสร้างผลตอบแทนตามตลาดได้ดีเพียงใดนั้น เราสามารถวัดได้จากค่าความเบี่ยงเบนระหว่างผลตอบแทนของกองทุนกับผลตอบแทนของดัชนีหรือที่เรียกว่า Tracking Error (TE Radio) ซึ่งถ้าค่า TE ต่ำแสดงว่าการปรับตัวของผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงค่อนข้างมาก ซึ่งจะเป็นค่าหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถเลือกกองทุน ETF ได้อย่างเหมาะสม

สำหรับพัฒนาการของตลาด ETF ในตลาดบ้านเรานั้นจะเติบโตขึ้นได้ต้องอาศัยความเข้าใจของนักลงทุนและการสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนใช้ ETF เป็นเครื่องมือในการจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

•นักลงทุนสามารถสอบถามเพิ่มเติมและขอรับร่างหนังสือชี้ชวนได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจที่หมายเลข02-659-8888 ต่อ 1 ครับ
•“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก