
ปัจจัยลบภายนอกถ่วงหุ้นไทย
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ถูกปัจจัยลบภายนอกรุมเร้า ไล่เรียงตั้งแต่เหตุก่อการร้ายที่ปารีส การคุมเข้มสินเชื่อซื้อหุ้นจีน และภาวะตกต่ำของสินค้าโภคภัณฑ์ ท่ามกลางแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด ดัชนีตลาดมีแนวรับอยู่ที่ 1367และ 1340 จุด ตามลำดับ
เหตุก่อการร้ายที่ปารีสส่งผลลบต่อตลาดการเงิน โดยเฉพาะในฝรั่งเศส และประเทศที่เป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มไอเอส ผ่านการปรับพอร์ต ลดสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นทีเกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว เช่น สายการบิน โรงแรม เป็นต้น แล้วหันไปถือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงชั่วคราว
อย่างไรก็ดี ไทยไม่ใช่เป้าหมายการโจมตี และคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบน้อยจากเหตุนี้ ตลาดหุ้นไทยจึงน่าจะได้รับผลกระทบจำกัด ตลาดการเงินโลกผ่านเหตุก่อการร้ายรุนแรงมาหลายครั้ง ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงบ้าง แต่เมื่อความวิตกบรรเทาลง ตลาดหุ้นจะฟื้นตัว สะท้อนมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานระยะยาว
ช่วงนี้ต้องติดตามประเด็นนี้ต่อไป หากฝรั่งเศสควบคุมสถานการณ์ได้เร็ว และปัจจัยนี้ไม่ทำให้สงครามในซีเรียและอิรักขยายวง จนกระทบการส่งออกน้ำมัน ความกังวลจะค่อยๆ บรรเทาลง
เหตุวินาศกรรมปารีสอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนล่าช้า หากเป็นเช่นนั้น จะเร่งธนาคารกลางยุโรปให้ตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 3 ธ.ค.นี้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น
ด้านทางการจีนประกาศคุมเข้มสินเชื่อซื้อหุ้นเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ความสามารถในซื้อหุ้นผ่านการใช้เงินกู้ลดลงถึงครึ่งหนึ่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.เป็นต้นไป
กองทุน ETF ที่มีขนาดใหญ่สุด (Deutsche X-trackers Harvest CSI -300 China A-Shares ETF) ที่ลงในหุ้น A-Shares ของจีน ทรุด 3.3% ด้าน Market Vectors China AMC A-share ETF ก็ร่วง 3.4% ตลาดหุ้นจีนเสี่ยงจะเปิดร่วงใกล้เคียงกันในวันจันทร์ และส่งผลลบทางจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นเอเชีย
อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เป็นความพยายามของทางการจีนทีจะลดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นจีน การปรับฐานที่เกิดขึ้น มิได้มาจากความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ผลกระทบต่อตลาดหุ้นเพื่อนบ้านจึงไม่น่าจะรุนแรง
หากจีนคุมการเก็งกำไรในตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ได้ดี จะเปิดช่องให้ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจอื่น แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินจีนจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง
นอกเหนือจากเรื่องเหตุก่อการร้ายและจีนคุมเข้มสินเชื่อซื้อหุ้น ความกังวลผลกระทบจากแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวล่าช้า ยังกดดันราคาสินค้าและหุ้นโภคภัณฑ์ทัวโลก
ปีนี้ราคาทองแดง อลูมิเนียม ร่วง 25% น้ำมันดิบเบรนท์ทรุด 22% สินค้าโภคภัณฑ์อื่นก็เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ราคาโภคภัณฑ์ที่ดิ่งลึกฉุดเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งรายได้จากการส่งออกสินค้าเหล่านี้ และพลอยถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นเกิดใหม่จึงถูกหางเลข จากการปรับลดพอร์ต โดยเฉพาะหุ้นพลังงานและเหมืองแร่
ช่วงสั้นหุ้นอาจผันผวนทางลง แต่ปัจจัยดังต่อไปนี้จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงซื้อสุทธิจากกองทุน LTF ราว 3 หมื่นล้านบาทก่อนสิ้นปี ความคืบหน้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากธนาคารกลางยุโรป จีนและญี่ปุ่น
การปรับฐานที่เกิดขึ้นจึงเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นพื้นฐานเช่น SCC CPALL TOP ADVANC KBANK BDMS INTUCH BLA AOT SAWAD MTLS KCE DELTA เป็นต้น
อย่าตระหนกเกินเหตุครับ







