
กองทุนรวมกับการลงทุนในต่างประเทศ
โดย บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)
โดย บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)
หากมองย้อนกลับไปพิจารณาถึงการเติบโตของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ของอุตสาหกรรมกองทุนรวมที่เริ่มเปิดเสนอขายให้กับนักลงทุนนับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งในขณะนั้นมูลค่าของสินทรัพย์สุทธิ ณ สิ้นปีมีเพียงแค่ 1,600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.39% ของกองทุนรวมทั้งหมด ซึ่งช่วงปีแรกๆ นั้น กลุ่มกองทุนรวม FIF เติบโตอย่างช้าๆ เนื่องจากการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศในขณะนั้นถือเป็นโอกาสการลงทุนใหม่สำหรับผู้ลงทุน จากนั้นมูลค่าของสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวม FIF ปรับตัวเติบโตก้าวกระโดด ปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2557 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม FIF ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 8.65 แสนล้านบาท คิดเป็น 22.74% เมื่อเทียบกับมูลค่าของกองทุนรวมทั้งหมด โดยมีจำนวนกองทุนรวม FIF ให้ผู้ลงทุนได้เลือกลงทุนกว่า 495 กองทุน (ที่มา : สมาคมบริษัทจัดการลงทุน) ซึ่งมีความหลากหลายทั้งในแง่ของรูปแบบ นโยบาย และประเภทของสินทรัพย์ที่ลงทุน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจการลงทุนมากกว่าในอดีต รวมถึงความต้องการที่จะแสวงหาโอกาสการลงทุนที่มิได้จำกัดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังให้ความสนใจลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น
การลงทุนในต่างประเทศนอกจากจะเป็นการกระจายการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่าการลงทุนในประเทศเดียว (Country Risk) แล้ว ยังเพิ่มโอกาสแสวงหาผลตอบแทนที่สอดคล้องตามเศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น จากการที่ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเห็นผลที่ชัดเจน จากดัชนีหุ้นของประเทศญี่ปุ่น (Nikkei Index) สร้างผลตอบแทนได้กว่า 4.1% ในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ให้ผลตอบแทน -7.7% (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กันยายน 2558) จะเห็นได้ว่าหากเรามีการลงทุนเฉพาะประเทศไทยจะเป็นการจำกัดโอกาสการสร้างผลตอบแทน และแนวโน้มทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ยังคงเผชิญกับความผันผวนในระยะสั้นประกอบกับความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ จะส่งเสริมบทบาทของกองทุนรวม FIF ให้มีความสำคัญมากขึ้น
ปัจจุบัน บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด มีกองทุนรวม FIF ให้ผู้ลงทุนได้เลือกลงทุนกว่า 40 กองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กันยายน 2558) ซึ่งครอบคลุมการลงทุนที่หลากหลายและทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จึงร่วมมือกับเครือข่ายในภูมิภาคและพันธมิตรในระดับสากลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะและบริหารกองทุนแบบเชิงรุก (Active Management) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทุนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการลงทุนแบบดัชนี ยกตัวอย่างเช่น Sumitomo Mitsui Asset Management ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในหุ้นญี่ปุ่นขนาดกลางหรือเล็ก หรือ Wellington Management ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการลงทุนหุ้นกลุ่ม Healthcare และ UOB Asset Management Ltd (Singapore) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาค ได้ร่วมมือกันนำเสนอกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางของประเทศญี่ปุ่น และกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Health care โดยกองทุนดังกล่าวได้รับผลตอบรับที่ดีจากนักลงทุนด้วยยอดเงินลงทุนปัจจุบันกว่า 16,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กันยายน 2558)
คำเตือน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนนี้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในต่างประเทศ ถึงแม้ว่ากองทุนอาจป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม แต่เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้







