posttoday
ถึงเวลาของหุ้นยุโรปหรือยัง

ถึงเวลาของหุ้นยุโรปหรือยัง

28 กันยายน 2558

โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ [email protected]

โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ [email protected]

หากกล่าวถึง หลักการเหตุผลที่จะใช้พิจารณาตัดสินใจเลือกลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญและนำมาวิเคราะห์สนับสนุนความน่าสนใจเข้าลงทุนในตลาดหุ้นของแต่ละประเทศ คอลัมน์ฉบับ ผมขอเริ่มต้นจากการนำเสนอข้อมูลทิศทางของเศรษฐกิจในต่างประเทศที่ผมมองเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เมื่อหลายปีก่อน เศรษฐกิจในยูโรโซนได้เข้าสู่ภาวะการถดถอยและส่งผลกระทบต่อภาพความเศรษฐกิจทั่วโลก และเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เป็นที่แน่ชัดว่าสัญญาณทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มกำหนดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปลายปีนี้

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรป ก็เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นติดตามกันมาหลังตอบรับมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน(QE)เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของทางธนาคารกลางยุโรป(ECB)โดยสะท้อนให้เห็นจากตัวเลข GDP กลุ่มยูโรโซนในไตรมาส2 มีการเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดคาดการณ์อยู่ 1.4%  ในช่วงเวลาเดียวกัน กอปรกับทาง ECB ที่ยังคงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีท่าทีที่พร้อมจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบเพิ่มเติม หากเศรษฐกิจของยูโรโซนมีความจำเป็นต้องใช้มาตรกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมซึ่งจะส่งผลดีต่อค่าเงินยูโรให้อ่อนค่าลงและสนับสนุนการส่งออกของยุโรป

ในส่วนของประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นหลักสำคัญของยูโรโซนและมีภาคการส่งออกซึ่งคิดเป็นประมาณ 46% ของ GDP ทำให้เยอรมันมีความแข็งแกร่ง สะท้อนจากการอ่อนค่าของค่าเงินยูโรโดยดัชนีภาคการส่งออกโดยรวมของประเทศเยอรมันอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะการขยายตัวภาคการผลิต และมีอัตราการเติบโตของ GDPในไตรมาส 2 เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 0.40% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 มีการเติบโตเฉลี่ย 0.30%  ในขณะที่กลุ่มประเทศสมาชิกอื่นๆหรือสมาชิกในกลุ่ม PIGS ได้แก่อิตาลี สเปน โปรตุเกสและกรีซเริ่มมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นเช่นกัน แม้ว่าบางประเทศจะมีการเติบโตของ GDP ในระดับทรงตัวไปบ้างก็ตาม ได้แก่ 1.00% 0.32% 0.4% และ 0.90% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต GDP ในไตรมาสแรก ที่ระดับ 0.90% 0.36% 0.4% และ 0.10% ตามลำดับ

นอกจากนี้ หากกลับมามองเชิงพื้นฐานของตลาดหุ้นแล้ว ด้วยปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งให้มีการคาดการณ์ของตลาดที่เกี่ยวกับอัตราการกำไรต่อราคา (P/E) ของ MSCI Europe ในปี 2016 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 13.58 เท่า จากปีนี้ที่คาดว่าอยู่ที่เฉลี่ย 14.94 เท่า หากวิเคราะห์ในรายประเทศในกลุ่มสมาชิกยูโรโซนอาทิ เยอรมัน อิตาลี สเปน ตลาดคาดการณ์ระดับค่า P/Eปีหน้าอยู่ที่ 11.56 เท่า 13.72 เท่า 12.70 เท่า ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าค่า P/E ของดัชนี S&P500 ในตลาดหุ้นสหรัฐ ที่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.19 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Valuation ของตลาดหุ้นยุโรปที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา และยังมีโอกาสฟื้นตัวได้จากนี้ไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลงเอื้อผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ขณะเดียวกันหากพิจารณาอัตราการจ่ายปันผลของดัชนี MSCI Europe มีอัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ยประมาณ 3.6% ซึ่งสูงว่า ดัชนี MSCI World ที่มีอัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ยประมาณ 2.6% ทำให้ผมมองว่า ทั้งราคาหุ้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการจ่ายปันผลที่ยังสูงกว่าดังกล่าว ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปมีความน่าสนใจและส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปได้อีก ซึ่งผมมองว่าตลาดหุ้นในยูโรโซนจะกลับมาเป็นทางเลือกในการลงทุนอีกครั้ง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเข้าลงทุน อาทิ กลุ่มประกัน ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยา เทคโนโลยี เทเลคอม และผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ครัวเรือน เป็นต้น

• นักลงทุนสามารถสอบถามเพิ่มเติมและขอรับร่างหนังสือชี้ชวนได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจที่หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ

• “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก