
เหยื่อการเมือง
หากเจ้าหน้าที่่ทหาร ตำรวจ ไม่สามารถรวบตัวสองผู้ต้องหาปาระเบิดบริเวณหน้าศาลอาญา รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
หากเจ้าหน้าที่่ทหาร ตำรวจ ไม่สามารถรวบตัวสองผู้ต้องหาปาระเบิดบริเวณหน้าศาลอาญา รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อค่ำวันที่ 7 มี.ค.ได้ ป่านนี้สาธารณชนคงไม่ทราบถึงเครือข่ายก่อความรุนแรงให้บ้านเมือง
การที่กลุ่มผู้ต้องหาซัดทอดไปถึงคนนั้นคนนี้ พร้อมกับตรวจพบวัตถุพยานหลักฐาน ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถต่อจิ๊กซอว์รับรู้ถึงแผนการทั้งในอดีตและปัจจุบันที่มีผู้เตรียมการ ผู้จ้างวาน ผู้สั่งการ
ประการสำคัญคือ แรงจูงใจในการก่อเหตุ ซึ่งนอกเหนือจากค่าตอบแทน ยื่นข้อเสนอช่วยเหลือเลี้ยงดูคนในครอบครัว ถึงขั้นจะให้ไปทำงานไร่องุ่นประเทศออสเตรเลีย
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชวนพิจารณาชนิดมองข้ามไม่ได้ มาจากถ้อยแถลงของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า “เหตุจูงใจนอกจากค่าจ้างแล้ว กลุ่มผู้ต้องหายังมีอุดมการณ์แนวคิดทางการเมืองที่เหมือนกัน...”
ประเด็นนี้ ต้องยอมรับว่าในกลุ่มผู้ต้องหา บางคนไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำ แม้แต่ผู้ต้องหารายสำคัญที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ แต่พวกเขาใช้ช่องทางสื่อสารผ่านทางไลน์ การสร้างกลุ่มในโซเชียลมีเดียที่มีแนวคิดอุดมการณ์สอดคล้องกันจึงนำพามาสู่การร่วมก่อเหตุ
จากประวัติผู้ต้องหายิ่งตอกย้ำแนวความคิดไปกันได้ เนื่องจากหลายคนผ่านการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองปี 2553 ทำให้บางคนถึงขั้นคุ้นเคยกับนักการเมืองคนสำคัญ ซึ่งทั้งหมดล้วนเริ่มจากถูกปลูกฝังหล่อหลอมความคิดผ่านแกนนำ นักปลุกระดมอาศัยฐานมวลชนก้าวขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง
ทว่า เมื่อวิธีต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นไปในลักษณะใช้ความรุนแรง นักการเมืองผู้ปลูกฝังอุดมการณ์มักออกมาทุบโต๊ะ เสมอว่า “ไม่รู้จัก ไม่เกี่ยวข้อง”
ในที่สุดคนเหล่านี้ไม่ต่างกับเหยื่อทางการเมืองนั่นเอง







