posttoday
หุ้นไทยจะไปแตะ 1,700 จุดหรือไม่

หุ้นไทยจะไปแตะ 1,700 จุดหรือไม่

16 มีนาคม 2558

โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ [email protected]

โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ [email protected]

สวัสดีครับ ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือน ก.พ. 58 ที่ดัชนีฯ ปรับตัวเหนือระดับ 1,600 จุด ซึ่งนำมาสู่ความกังวลและหลายคำถามจากนักลงทุนว่าหุ้นไทยจะมีทิศทางอย่างไรในช่วงถัดจากนี้ จะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีกหรือไม่ และจะมีปัจจัยอะไรเข้ามาสนับสนุนตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวต่อไปได้

สำหรับมุมมองผม ผมมองว่าแม้หุ้นไทยจะมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างมากกว่า 60 จุดในช่วงที่ผ่านมา แต่หากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ประกอบกับแรงสนับสนุนจากภาครัฐล่าสุดที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จาก 2.00% มาที่ 1.75% ซึ่งมีผลทันที เพื่อประคับประคองและเร่งผลักดันให้เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวนั้น ก็น่าจะผลักดันให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนมากขึ้น หลังจากที่นักลงทุนบางส่วนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับภาระค่าครองชีพจากกระแสของการปรับเพิ่มภาษีบางประเภทที่ผ่านมา เช่น ภาษี VAT เป็นต้น ทำให้คาดว่าการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนน่าจะทยอยฟื้นตัวได้ถัดจากนี้

ขณะที่ปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ การใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันยังมีการเบิกจ่ายที่ล่าช้ากว่าคาด แต่หากภาครัฐสามารถเร่งเบิกจ่ายได้อย่างรวดเร็วก็จะเป็นตัวแปรสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้นและสามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมาได้ ขณะเดียวกันอานิสงส์ของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงหลัง กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็น่าจะทำให้การส่งออกไทยน่าจะทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้า จากความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของไทย ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ฟื้นตัวได้ดีเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมองว่า จีดีพีไทยปีนี้น่าจะมีโอกาสขยายตัวได้ที่ประมาณ 4% เมื่อเทียบกับที่ขยายตัวเพียง 0.7% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกสำหรับการผลักดันให้มีความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทยได้

ด้านการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ผมมองว่าจะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในปีนี้จากความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทาง กนง. ครั้งล่าสุดในวันที่ 11 มี.ค. 58 ด้วยมติ 4 ต่อ 3 นั้นก็จะยิ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้และผลักดันให้ Sentiment ตลาดหุ้นไทยเป็นบวกมากขึ้น ประกอบกับโครงการภาครัฐต่างๆ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่เริ่มมีความคืบหน้าไปแล้วบ้างในการประชุม ครม. ที่ผ่านมาและเร่งผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการการประมูล (Bidding) ต่างๆ ให้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งการเริ่มเข้าสู่ช่วงการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนหลังประกาศผลประกอบการบริษัทไปเรียบร้อยแล้ว ก็น่าจะทำให้ความน่าสนใจของหุ้นไทยเริ่มดีขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลค่าหุ้นไทยที่ดัชนีฯ ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา แม้ระดับราคาหุ้นต่อกำไร (PE) จะยังคงสูงกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาค แต่ก็ยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ขณะที่อัตราการจ่ายปันผลสูงกว่าโดยเปรียบเทียบ ประกอบกับกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติยังคงไม่เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมากนัก (lack) เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศดังกล่าว ทำให้แรงขายจากเม็ดเงินนักลงทุนต่างประเทศจะมีไม่มาก ขณะที่สภาพคล่องจากการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางยุโรป และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารจีน ยังมีต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าจะผลักดันให้ยังมีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้อยู่ แต่จะเข้ามาลงทุนรวดเร็ว มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพึ่งพิงการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนของภาครัฐ เป็นองค์ประกอบด้วย

ทั้งนี้ ผมมองว่าการปรับฐานลดลงของหุ้นไทยในช่วงนี้ที่ต่ำกว่าระดับ 1,540 จุด จะเป็นระดับที่น่าสนใจที่ทยอยเข้าลงทุนในหุ้นได้ โดยคาดว่าดัชนีฯ น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500-1,730 จุดและมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบที่ระดับ 1,700 จุดได้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จากปัจจัยบวกดังกล่าว แต่อาจมีความผันผวนระหว่างทางบ้าง ทำให้ บลจ.วรรณ เปิดเสนอขายกองทุนเปิด วรรณ สปอท 5/4 ฟันด์ในช่วงระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-17 มี.ค. 58 โดยมีเป้าหมายการสร้างโอกาสผลตอบแทนที่ 5% ภายในเวลา 5 เดือน เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนเก็บหุ้นในช่วงจังหวะตลาดปรับลดลงช่วงนี้

สำหรับในด้านกลยุทธ์การลงทุน กองทุนฯ มองระดับการลงทุน ในช่วงที่ดัชนี SET อยู่ที่ระดับประมาณ 1,550-1,580 จุด โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นและมีมูลค่าหุ้นที่ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม เช่น หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง สื่อสิ่งพิมพ์ ขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นต้น และจะเน้นกลยุทธ์การลงทุนโดยการผสมผสานหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยคาดว่าจะลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ประมาณ 40-60% ของพอร์ตโดยเน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีโอกาสที่จะเติบโตได้ เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนฯ ให้สอดคล้องกับตลาดในช่วงที่หุ้นขาขึ้น

ขณะเดียวกันก็จะกระจายการลงทุนประมาณ 30-40% ไปลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของกำไรสูง (Growth Stock) รวมถึงหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว เช่น หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การควบรวม/ซื้อกิจการระหว่างกัน และหุ้นที่ผลประกอบการมีโอกาสกลับมาเป็นกำไร (Turnaround) เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับกองทุนฯ ซึ่งหากนักลงทุนสนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจที่หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย