
ผิดทิศผิดทาง
ไม่ใช่เรื่องผิดนักสำหรับการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจากเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ไม่ใช่เรื่องผิดนักสำหรับการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจากเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ
ที่ผ่านมาระบบภาษีหลายชนิดมักจะเป็นภาษีทางอ้อม แต่ทางที่ถูกต้องเป็นการเก็บภาษีทางตรง เพื่อให้ตรงกับหลักใครใช้คนนั้นจ่าย ใครมีคนนั้นต้องเสียภาษี เหมือนกับการเปลี่ยนภาษีการค้า มาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ทว่าปัญหาของร่าง พ.ร.บ.ที่ดินฯ มีหลายประเด็น เริ่มตั้งแต่การผิดเวล่ำเวลา โดยสภาพปัจจุบันเศรษฐกิจซบเซา คนไม่มีกำลังซื้อ พอฟังว่าจะเสียภาษีก็ลมจับ
ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทางที่ถูกควรต้องลดภาษีเสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่จะไปเก็บภาษีเพิ่ม
จริงอยู่แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ จะไม่ประกาศใช้ทันที โดยต้องรอราคาประเมินกลางของทั้งประเทศให้เสร็จเสียก่อน อาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี แต่การพูดจาหรือการให้ข้อมูลในช่วงนี้ก็ไม่ควร เนื่องจากจะก่อให้เกิดผลกระทบด้านจิตวิทยาอย่างเต็มเปา
ใครอยากจะใช้ จะจ่าย จะซื้อที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ ถ้าต้องเสียภาษีในภาวะที่จนกรอบอยู่อย่างในขณะนี้
นอกจากช่วงเวลาไม่เหมาะสมแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกก็คืออัตราภาษีไม่เหมาะสม
ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ บ้านราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ต้องเสียภาษี 0.05% ของราคาประเมิน
แม้อัตราภาษีที่กำหนดจะไม่สูงนัก แต่ลองคิดดูว่าบ้านในปัจจุบันแม้เป็นทาวน์เฮาส์ขนาดเล็ก คอนโดมิเนียมไม่กี่ตารางวา ราคาก็เกินล้านไปแล้ว
และคนที่ซื้อทาวน์เฮาส์ ซื้อคอนโดขนาดเท่ารังหนู ไม่ใช่ผู้มีรายได้สูง แต่เป็นคนชั้นกลาง ถึงคนชั้นล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่กำลังสร้างตัว สร้างครอบครัว เริ่มต้นซื้อบ้านหลังแรก
การไปเก็บภาษีคนกลุ่มนี้จึงไม่เป็นธรรม ผิดทิศ ผิดทาง
รัฐบาลสมควรสนับสนุนให้คนเหล่านี้มีบ้าน ถือเป็นรัฐสวัสดิการ เป็นปัจจัย 4 ที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต
โน้น ถ้าเป็นบ้านราคาเกิน 3 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาทขึ้นไป การเก็บภาษีก็มีเหตุมีผล เนื่องจากเป็นระดับราคาสำหรับผู้ที่พอจะมีฐานะ เป็นบ้านเดี่ยวที่มีอาณาบริเวณ หรือเป็นคอนโดที่มีพื้นที่ใช้สอยมากพอควร หรืออยู่ในทำเลกลางเมือง
หลักการที่ดีก็ต้องมีวิธีการที่ถูกต้องด้วย
ไม่เช่นนั้นเสียงยี้ ก็จะดังก้องเมืองอย่างที่เป็นอยู่







