
ลดดอกเบี้ย
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์นี้ กลายเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดเพราะเป็นไฟต์บังคับเสียแล้วว่าอย่างไรเสียคงต้องมีการลดดอกเบี้ย
สาเหตุเนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ บีบกระชับเข้ามาจนยากจะแข็งขืน
ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ มีกลไกสำคัญก็คือนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง โดยในส่วนนโยบายการคลังมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล ผ่านเครื่องมือสำคัญคือการเพิ่มหรือลดงบประมาณ การเพิ่มหรือลดภาษี และการเพิ่มหรือลดหนี้สาธารณะ
ส่วนนโยบายการเงิน อำนาจอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติ มีเครื่องมือสำคัญ คืออัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และการเพิ่มปริมาณเงิน โดยในส่วนการที่จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ยมีคณะกรรมการ กนง.เป็นผู้ดูแล ซึ่งคณะกรรมการส่วนใหญ่ของ กนง.ก็เป็นผู้บริหารของธนาคารชาติ
สภาพเศรษฐกิจในขณะนี้เผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งการหดตัวทางเศรษฐกิจ ปัญหาเงินฝืดที่แสดงอาการอย่างชัดแจ้ง และค่าเงินบาทที่แข็งเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ
ปัจจุบันกระทรวงการคลังใช้นโยบายการคลังแทบหมดหน้าตักแล้ว แต่สภาพเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินเข้ามาเสริม เหมือนกับที่ทำในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป หรืออียู
หนทางแก้ไขถ้าไม่พิมพ์แบงก์เข้าสู่ระบบก็ต้องลดดอกเบี้ย เพื่อสกัดไม่ให้เงินทุนต่างชาติไหลบ่าเข้ามาจนค่าเงินบาทแข็งเกิน และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย การลงทุน เนื่องจากการเก็บเงินไว้เฉยๆ จะไม่คุ้มค่า
ดังนั้นการประชุม กนง. จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องลดดอกเบี้ย เพียงแต่อัตราที่ลดจะเป็น 25 สตางค์ หรือ 50 สตางค์เท่านั้น
และความจริงการลดดอกเบี้ยของ กนง.ก็อาจจะช้าเกินไปด้วยซ้ำ เนื่องจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ พากันลดดอกเบี้ยไปล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เกิดปัญหาตามมาคือค่าเงินบาทของไทยแข็งค่า จนธนาคารชาติต้องเข้าไปแทรกแซงอย่างที่เห็นกันอยู่ ขณะเดียวกันเงินเฟ้อก็ลดต่ำลงจวนเจียนจะเป็นเงินฝืดอยู่รอมร่อแล้ว
คำโบราณที่ว่า ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม บางครั้งก็ใช้ไม่ได้สำหรับนโยบายเศรษฐกิจ
การขี่เต่ามาช้าๆ มันเกิดผลเสียชัดเจนแล้วอย่างที่เห็น







