ไม่มีอะไรดีขึ้น
โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
ในที่สุด เราคงเห็นการปรับฐานลงของภาพตลาดหุ้นไทย สิ่งที่เราเห็นก็คือ ความวิตกกังวลที่เราเคยกังวลในเรื่องต่างๆ เริ่มออกมา ให้เห็นเพราะการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ของราคาหุ้นในตลาดหุ้น ก็มีโอกาสปรับตัวลดลง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช้เรื่องแปลก ที่จะเกิดแรงขายกันขึ้น ภาพหลักๆที่เคยกังวล ก็คือ หนึ่ง. เงินต่างประเทศ จะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยหรือไม่ และ สอง.ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่ไม่ดีตามที่คิด จะส่งผลต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไทย
ประเด็นต่างประเทศ ต้องยอมรับว่า ทุกคนรอคอยการอัดฉีดเงินของ ECB และหวังว่า จะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาสู่ ตลาดหุ้นไทยซึ่งต้องยอมรับว่า ยังไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการอัดฉีดเงินคราวนี้ มีเงื่อนไขที่มากกว่า การอัดฉีดเงิน QE ของสหรัฐฯ ในรอบก่อนๆ เพราะฉะนั้นการไหลเข้าตลาดตราสารหนี้น่าจะเห็น โดยเฉพาะแนวโน้มการประชุมกนง.ในสัปดาห์หน้ากรณีตรึงอัตราดอกเบี้ย แต่สำหรับตลาดหุ้นต้องยอมรับว่า หุ้นไทยในปีนี้ SET INDEX แกว่งตัว จาก 1600 จุด 200-300 จุด เป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะฉะนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นนอกจากต้องพิจารณาดูผลตอบแทนของการอ่อนค่าของยูโรเมื่อมาพักเป็นบาท กับการกำไรหรือขาดทุนในตลาดหุ้น จะคุ้มกันหรือไม่
ประเด็น พื้นฐานตลาดหุ้นไทย กำไรบริษัทจดทะเบียนที่กำลังประกาศออกมา น่าจะติดลบ กล่าวง่ายๆ ก็คือ ผลประกอบการในปี 2557 น่าจะติดลบเมื่อเทียบปี 2556 และน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก คือ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยโตขึ้นมาเรื่อยๆ มากบ้างน้อยบ้าง เพราะฉะนั้น กำไรบริษัทจดเบียน จึงมีการเติบโตติดต่อกัน ส่วนการติดลบที่เกิดขึ้น แม้จะเกิดขึ้นในกลุ่มพลังงานเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากราคาน้ำมันมีการปรับตัวลดลง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในหลายกลุ่มก็มีลักษณะเติบโตในลักษณะที่ปรับตัวลดลง ทั้งๆ เป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับปัจจัย 4
เมื่อมองประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ประเด็นต่างประเทศ ที่จะทำให้เกิดภาพในเชิงบวก ยังไม่น่าจะเห็นในระยะสั้น เหตุผลก็เพราะการอ่อนค่าของยูโรเมื่อเทียบกับบาทต่อจากนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เร็วหรือแรง คิดง่ายๆ จาก 35 บาทต่อยูโร กรณีลงไปอีก 10-20% จะเป็นไปได้ หรือไม่ แต่สำหรับ ความผันผวนในราคาหุ้น ถ้าตั้งต้นที่ตัวเลข 1600 จุด การผันผวนนระดับ 200-300 จุดนั้น เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งก็แปลว่า ราคาหุ้น น่าจะผันผวนมากกว่า 30% อีกทั้ง กรณี ย้อนเหตุการณ์ปี 2008 การขึ้นตอนนนั้น หุ้นถูกเทียบจาก PE ที่ อยู่ในบริเวณ 10 เท่า ผิดจากปัจจุบันที่อยู่ร่วมๆ 20-22 เท่า แปลว่า นำเงินมาลงทุนในช่วงนั้น นอกจาก ค่าเงินบาทจะแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วยังมีความเสี่ยงของหุ้นต่ำมาก PE 10 เท่า,ผลตอบแทนจากปันผลเฉลี่ย 4-6 % แต่เมื่อมาพิจารณาปัจจุบัน ต้องบอกว่า “คนละเรื่อง”
เพราะฉะนั้น บทสรุป ภาพหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพตลาดหุ้นไทย ยังคงไม่มีอะไรที่เพิ่มเติมจากเดิม คือ ยังไม่มีข่าวดี ที่พอมาให้เรารีบร้อนในการเข้าซื้อได้ ส่วนการที่ตลาดหุ้นไทยเป็นขาลงหรือไม่ เป็นเรื่องที่เคยนำเสนอในบทความครั้งเดิมๆ แล้วว่า ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่การปรับฐานใหญ่ เพราะฉะนั้น การถือครองเงินสด ในช่วงเวลานี้ยังคงควรทำต่อไป และควรเน้นการรอคอยมากกว่า เพราะตลาดหุ้นขึ้นมาตลอดในช่วงปีที่แล้ว การปรับฐานระยะ 1-2 เดือนเป็นเรื่องปกติ ของตลาดหุ้น !







