มุมมองเศรษฐกิจโลก ปี 2558
ทีมวิเคราะห์และกลยุทธ์การลงทุน สำนักงานประกันสังคม ได้คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลก ปี 2558
โดย วิน พรหมแพทย์, CFA
หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน และรองโฆษก สำนักงานประกันสังคม
เศรษฐกิจโลกในปี 2558 ยังมีการฟื้นตัวอย่างเปราะบาง มีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ยังโตได้บ้าง ประมาณ 3.0 – 3.5% แต่ยุโรปยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่น่าเป็นห่วง ญี่ปุ่นยังมีความไม่แน่นอนว่าลูกศรสามดอกของนายกอาเบะจะได้ผลหรือไม่ ส่วนจีนน่าจะยังชะลอตัวลงชัดเจน
ทีมวิเคราะห์และกลยุทธ์การลงทุน สำนักงานประกันสังคม ได้คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลก ปี 2558 ดังนี้
1.สหรัฐอเมริกา – คาดว่าจะโตในอัตรา 3.0 – 3.5% ถือว่าเป็นการเติบโตที่ดีสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เป็นที่ทราบกันดีว่า 70% ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาจากการบริโภคของครัวเรือน ในภาวะที่อัตราการว่างงานลดลงต่อเนื่อง จากเกือบ 10% เหลือเพียง 5.8% แปลว่าคนอเมริกันมีงานทำมากขึ้น และมีรายได้ไปจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะได้ประโยชน์อีก 2 เด้ง คือ (1.) ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงมาก ทำให้คนอเมริกันซึ่งบริโภคน้ำมันเยอะ มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น และ (2.) ราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นและราคาบ้านเริ่มฟื้น ทำให้ ‘ความมั่งคั่ง’ เพิ่มขึ้น คนอเมริกันจึงมีทั้ง ‘เม็ดเงิน’ และ ‘ความเชื่อมั่น’ ที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
2.ยุโรป – นอกจากเยอรมนีและอังกฤษที่ยังมีความแข็งแกร่งอยู่บ้าง ประเทศอื่นๆ ในยุโรปอยู่ในภาวะที่ ‘น่าเป็นห่วง’ ปัญหาใหญ่ของยุโรปตรงข้ามกับสหรัฐฯ คือ อัตราการว่างงานยังสูง (เฉลี่ย 10-20%) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวในประเทศกลุ่ม PIIGS ยังสูงเกือบ 50% เมื่อไม่มีงานทำก็ไม่มีรายได้ เศรษฐกิจยุโรปจึงอยู่ในภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริง จะสังเกตได้ว่า ‘กระสุน’ ถูกใช้ไปเกือบหมดหน้าตักแล้ว ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศทำ QE แล้วด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรเดือนละ 60,000 ล้านยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนไปมากแล้ว (ทำให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลง) อัตราดอกเบี้ยลดต่ำมากแล้วจนถึงกับติดลบ แต่ก็คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปไม่น่าจะฟื้นง่ายๆ ในปีนี้
3.ญี่ปุ่น – สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการคืออัตราเงินเฟ้อสัก 2% แต่ดูจะไม่ง่ายเพราะการบริโภคภาคครัวเรือนยังฟื้นตัวช้า สิ่งที่คล้ายกับยุโรปคือ ได้ใช้ ‘กระสุน’ ไปเยอะแล้วเหมือนกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงนโยบายอัดฉีดเม็ดเงิน 80 ล้านล้านเยนต่อปี ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะอัดฉีดเม็ดเงิน 3.5 ล้านล้านเยน หรือ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่ซบเซา รวมถึงภาคครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ ด้วยการออกนโยบายให้เงินอุดหนุน แจกคูปองซื้อสินค้า และโครงการอื่นๆ ภายใต้การดำเนินงานของท้องถิ่น คงต้องรอดูอีกสักระยะว่า มาตรการต่างๆ เหล่านี้จะใช้ได้ผลหรือไม่
4.จีน – ค่อนข้างชัดเจนว่าจะโตช้าลง จากที่เคยโตปีละ 7% ปลายๆ ลดเหลือ 7% ต้นๆ แต่หากมองโลกในแง่ดี เศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนโตได้ปีละ 7% ก็นับว่าใช้ได้ และเป็นการชะลอตัวแบบไม่รุนแรง (soft landing) จึงมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจโลกไว้ได้มาก โดยการชะลอตัวในครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันหลายส่วน ทั้งผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก การลงทุน ฯลฯ ส่วนราคาบ้านก็ปรับลดลงแรงขึ้น แต่ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจจีนยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนชั้นกลางของจีนจะมีฐานะดีขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น รวมทั้งการย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง จะยังคงทำให้จีนเป็นตลาดที่ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นต่อไปได้อีกหลายปี
โดยสรุปแล้ว ทีมวิเคราะห์และกลยุทธ์การลงทุน สำนักงานประกันสังคม มองว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2558 ยังฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง มีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ยังโตได้บ้าง ประมาณ 3.0 – 3.5% แต่ลำพังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่สามารถช่วยดึงให้ยุโรปและญี่ปุ่นให้ฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาได้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ ส่งผลให้กระแสเงินลงทุนอาจจะไหลกลับไปสหรัฐฯ และทำให้ตลาดการเงิน ทั้งตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น มีความผันผวนได้มาก คาดว่าปี 2558 นี้จะมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่รอจังหวะเข้าลงทุนในของดีราคาถูกครับ







