หุ้นญี่ปุ่น ... ของจริงหรือของปลอม
โดย สมิทธ์ พยมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์
โดย สมิทธ์ พยมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์
ผมได้มีโอกาสสนทนากับ CIO ของบริษัทจัดการลงทุนในญี่ปุ่นระดับแนวหน้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมจึงอยากจะเสนอความคิดเห็นทั้งของตัวเองและข้อคิดเห็นที่ได้รับฟังมากับท่านผู้อ่านทุกท่านครับ
ประเทศญี่ปุ่นนั้นหากมองเฉพาะตัวเลขด้านมหภาค ภาพที่สะท้อนออกมาในช่วงแรก คือ เศรษฐกิจได้ถดถอยลงอีกครั้งในช่วงกลางปีที่แล้ว หลังจากที่รัฐบาลของนายชินโตะอาเบะได้ปรับขึ้น Sales tax ในเดือนเมษายน 2557 แต่พอมาถึงช่วงปลายปี ภาพที่เกิดขึ้นกลับเปลี่ยนไป คือ ตัวเลขการบริโภคของภาคธุรกิจและครัวเรือน เริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นบวกอยู่ที่ระดับ +0.1% และ +0.3% ตามลำดับ อีกทั้งตลาดหุ้น Nikkei 225 กลับขึ้นทำสถิติใหม่สูงกว่าระดับ 18000 จุดได้ในที่สุด
แต่คำถามที่หลายคนอาจสงสัย คือ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้นสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานหรือไม่?
ข้อเท็จจริงประการแรก คือ ROE หรือความสามารถในการทำกำไรของตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 7 – 8% ต่อปี เป็นระดับ 10 – 15% ต่อปี ภายใน 1 – 3 ปีข้างหน้า สาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว และเงินเยนอ่อนค่า รวมถึงการย้ายฐานการผลิตไปในหลายภูมิภาค และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลเพื่อลดต้นทุนการผลิต ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของผลประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง
สัญญาณที่ดีอันดับสอง คือ ราคาที่ดินในญี่ปุ่นที่ลดลงอยู่ในระดับต่ำมาเป็นระยะเวลานาน มีท่าทีที่จะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง เห็นได้จากมีการเริ่มโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ใจกลางเมือง และระดับราคาที่ดินในเมืองใหญ่ได้ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังดูเป็นปัญหาเรื้อรังของญี่ปุ่น คือ เรื่องของการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก สาเหตุหลักมาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังย่างเข้าสู่วัยเกษียณ รวมถึงสภาวะการตึงตัวของการจ้างงาน การออมของประเทศที่อยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำมาเป็นเวลานาน ซึ่งการบริโภคอย่างประหยัดนั้นถือเป็นอุปนิสัยที่ดีของคนญี่ปุ่นมาเนิ่นนาน
แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับทำให้กลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนของการกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศทำหน้าที่ได้อย่างไม่เต็มที่ แม้ว่าจะมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจจากธนาคารกลางของญี่ปุ่นแล้วก็ตาม ในส่วนภาคธนาคารของญี่ปุ่นเองเช่นกันที่ได้รับผลกระทบในทางลบจากประเด็นนี้ไปด้วยอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ การท่องเที่ยวที่ดูว่ากำลังฟู่ฟ่าในญี่ปุ่นกลับยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้มากนัก แม้ว่าจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม สาเหตุหลักมาจากเรื่องของพื้นฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาเป็นเวลานาน (low base effect) นั่นเอง
ผมจึงมองว่าการลงทุนในญี่ปุ่นจึงมีความแตกต่าง กล่าวคือ บริษัทที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่เน้นทำธุรกิจภายในประเทศ (domestic economy) จะมีระดับการเติบโตที่ต่ำ ระดับราคาสินค้าและบริการจะไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ การแข่งขันจะค่อนข้างรุนแรง ซึ่งตรงกันข้ามกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ดูจะได้เปรียบมากกว่า เพราะมีทั้งการขยายฐานการผลิต การส่งออกไปภายนอกประเทศ การลดต้นทุนการผลิต และการได้รับผลกำไรเพิ่มโดยตรงจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง ดังนั้น ในช่วงเวลา 6 – 12 เดือนข้างหน้า ผมจึงเชื่อว่าหุ้นญี่ปุ่นขนาดใหญ่ หรือ Big cap จะโดดเด่นกว่าหุ้นญี่ปุ่นขนาดเล็ก หรือ Small cap และระดับของ ROE หรือความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจขนาดใหญ่เองจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปในลักษณะเดียวกันด้วยครับ
สุดท้าย ... ความคิดของผม คือ หุ้นญี่ปุ่นน่าสนใจลงทุนนะครับ







