ใครๆ ก็ไปญี่ปุ่น
โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
เงินเยนอ่อนค่าและการที่ญี่ปุ่นเปิดไฟเขียวเรื่องวีซ่าให้ “นักท่องเที่ยว” จากประเทศไทยอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นปลายทางที่ใครๆ พากันไปเยือนเมื่อมีโอกาส สำหรับ “นักลงทุน” หากจะกระโดดเกาะกระแส “ใครๆ ก็ไปญี่ปุ่น” กับเขาด้วยก็ไม่แปลก เพราะ “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ยังมีแนวโน้มที่น่าสนใจและเป็น “ปลายทางแห่งโอกาส” ที่น่าไปเยือนเพื่อโอกาสรับผลตอบแทน
ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี Nikkei 225 ทำ New High ต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวานนี้(23 ก.พ. 2558) ปรับตัวขึ้นไปเหนือระดับ 18,500 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 15 ปี นับตั้งแต่ ปี 2543 ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 23.32% ทิ้งห่างผลตอบแทนจากดัชนี S&P 500 ซึ่งอยู่ที่ 14.92% (ที่มา: Bloomberg, 20 ก.พ. 2558) และแม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่แพงเกินไปนัก หากคิดจะหาจังหวะเข้าไปทยอยสะสม
ส่วนคำถามที่ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นชวนให้ไปลงทุนแค่ไหนและจะสร้างการเติบโตให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อไปอย่างไร ผมมองว่า ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจชะงักไปบ้างจากการขึ้นภาษีผู้บริโภคและอากาศหนาวเย็นที่ทำให้ทั้งการใช้จ่ายเพื่อบริโภคและกิจกรรมทางการผลิตชะลอตัว แต่ในปีนี้จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายการเงินผ่อนคลายที่อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบกว่า 80 ล้านล้านเยนต่อปี ซึ่งจะกดดันให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และช่วยส่งเสริมทั้งการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ ขณะเดียวกันเงินเยนที่อ่อนค่าลงกว่า 16% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมาและอ่อนค่าลงกว่า 50% ตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มทำ QE เมื่อปลายปี 2555 ยังช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวดังที่กล่าวไปตอนต้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคส่งออกให้เติบโต ซึ่งรายงานล่าสุดจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ชี้ชัดว่า การส่งออก การลงทุนภาคเอกชนและกำไรของบริษัทจดทะเบียนมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น โดยยอดส่งออกเบื้องต้นในเดือนมกราคม 2558 ขยายตัวได้ถึง 17% และยอดสั่งซื้อเครื่องจักรปรับเพิ่มขึ้นถึง 20.4% นอกจากนี้ การขึ้นภาษีผู้บริโภคระลอกสองที่ถูกเลื่อนกำหนดออกไป และการทยอยลดภาษีนิติบุคคลของญี่ปุ่นลงจาก 35.6% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมากอันดับต้นๆ ของโลก จะช่วยให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีกำไรมากขึ้นและส่งเสริมการเติบโตของหุ้นญี่ปุ่นไปด้วย
ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่หลายฝ่ายเกรงว่าอาจปรับตัวต่ำลงอีกครั้งตามราคาน้ำมันที่ลดลง ผมมองว่า หากสาเหตุของการปรับตัวลงของเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากปัญหาทางด้านอุปสงค์ก็ไม่น่ากังวลมากนัก เพราะในทางกลับกันจะช่วยหนุนการบริโภคเสียด้วยซ้ำ และหากเงินเฟ้อปรับลดลงหนักจริงๆ BOJ ซึ่งติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดก็พร้อมจะออกมาตรการเพิ่มเติมมาเพื่อพยุงให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสม
ทั้งหมดนี้ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่นและเป็นโอกาสที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย แต่ความยั่งยืนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับผลสำเร็จของนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจซึ่งเป็นธนูดอกที่สาม (The Third Arrow) เป็นสำคัญ ซึ่งนักลงทุนยังคงติดตามและญี่ปุ่นเองก็ยังต้องอาศัยเวลาอีกพอสมควร
สำหรับปีนี้ บลจ. แอสเซท พลัส มองเป้าหมายดัชนี Nikkei 225 ที่ประมาณ 19,500 – 20,000 จุด โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มผู้ส่งออกรถยนต์และเครื่องจักร กลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกลุ่มขนส่ง ทั้งนี้ คาดว่าแรงซื้อจากกองทุนบำนาญของญี่ปุ่น (Government Pension Investment Fund: GPIF) ที่ยังต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะช่วยหนุนให้ดัชนีไม่ปรับตัวลงรุนแรงมากนัก ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ก็น่าจะเติบโตได้ดี ซึ่งนักวิเคราะห์เองก็มีการปรับประมาณการกำไรของบริษัทญี่ปุ่นขึ้นตลอดปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน







