
ล่มตั้งแต่เริ่ม
หลังเกิดกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทว่านายกฯ กลับส่ายหน้าไม่รับข้อเสนอ
โดย...เจษฎา จี้สละ
หลังเกิดกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทว่านายกฯ กลับส่ายหน้าไม่รับข้อเสนอ กระทั่งกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อประเด็นที่ว่า “การเจรจา” จะนำพาประเทศไปสู่ทางออกได้จริงหรือไม่
ย้อนเหตุการณ์ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา “การเจรจา” ถูกใช้เป็นเครื่องมือหาทางออกของสังคมหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์การเมือง ปี 53 ที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกฯ ขณะนั้นร่วมโต๊ะเจรจากับแกนนำเสื้อแดง แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นการนองเลือด
นอกจากนั้น ยังมีความพยายามของเหล่าขาใหญ่ในวงการเมืองที่เคยเสนอตัวเป็น “โซ่ข้อกลาง” ผสานความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุม อาทิ บรรหาร ศิลปอาชา-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-สนั่น ขจรประศาสน์ ผู้อาสายุติความขัดแย้ง แต่สุดท้าย “การเจรจา” ก็ล้มเหลว
กระทั่ง “การเจรจา” ครั้งล่าสุด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ สมัยเป็นผู้บัญชาการกองทัพบกนั่งเป็นตัวกลางระหว่าง 7 ฝ่าย ณ สโมสรกองทัพบก ประกอบด้วย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ นปช.และ กปปส. ซึ่งประเดิมด้วยการประกาศกฎอัยการศึก แล้วจบด้วยการ “รัฐประหาร”
“เจรจา” จึงกลายเป็นวาทกรรมคั่นเวลา เพราะ “ผู้มีอำนาจ” มัว “เจรจา” ทว่าไม่เคยแก้ปัญหาที่รากเหง้า โดยเฉพาะปมการเมืองที่สืบเนื่องจาก “ความเหลื่อมล้ำ” ในการเข้าถึงทรัพยากรการ
กระจายรายได้ที่อยู่ในกำมือของคนไม่กี่กลุ่ม รวมถึงความคับข้องใจในการบังคับใช้กฎหมายแบบ “2 มาตรฐาน”
ฉะนั้น จึงทุบโต๊ะเลยว่า หากคิดจะ “เจรจา” เพื่อจบปัญหาของบ้านเมืองจะกลายเป็นเรื่องที่ล่มตั้งแต่เริ่ม เพราะแก่นแท้ของปัญหาไม่สามารถแก้ไขด้วย “การเจรจา”







