
ทยอยเก็บหุ้นพื้นฐานแกร่งต่อไป
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
สถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชี้ว่าตลาดหุ้นไทยในเดือนธันวาคมให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 2.6% M-M ซึ่งหมายถึง SET อาจปิดสิ้นปีที่ 1,630 จุด แต่ปริมาณการซื้อขายจะเบาบางกว่าเดือนก่อนๆ เพราะเหลือผู้เล่นเพียง 2 รายคือกองทุนในประเทศและนักลงทุนรายย่อย ซึ่งน้ำหนักของกองทุนน่าจะมีมากกว่าด้วยแรงซื้อจาก LTF และ RMF ทำให้หุ้นขนาดกลาง-ใหญ่น่าจะปรับตัวบวกดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนนี้ที่ตลท.จะเริ่มใช้เกณฑ์ใหม่สำหรับตลาด mai โดยไม่กำหนดจำนวนหุ้นที่ติด Turnover list จากเดิมที่จำกัด 5 หุ้น เรายังแนะนำให้หาจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดีต่อไป (แบงก์ รับเหมา ท่องเที่ยว) เพื่อหวังผลตอบแทนในปีหน้า
การจับจ่ายใช้สอยดีขึ้นแต่ไม่ทั่วถึง
การจับจ่ายใช้สอยเดือนตุลาคมฟื้นตัวต่อเนื่อง การท่องเที่ยวดีขึ้นโดยนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6% Y-Y เป็นการเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือนหลังได้รับผลกระทบจากการชุมนุมการการเมืองและกฎอัยการศึกหลังรัฐประหาร ภาครัฐสามารถเร่งการใช้จ่ายได้มากขึ้น ส่วนการส่งออกก็กลับมาดีขึ้น ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% Y-Y ดีกว่าที่ตลาดคาดมาก เป็นการขยายตัวในแทบทุกสินค้า และแทบทุกตลาดโดยตลาดญี่ปุ่นและยูโรกระเตื้องขึ้น ขณะที่ตลาดจีนแผ่วลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคที่ดีขึ้นยังคงกระจุกอยู่ในหมวดสินค้าไม่คงทน ในขณะที่สินค้าคงทน (ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์) ยังคงชะลอ ซึ่งทำให้เราเชื่อว่าตลาดรถยนต์ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นข้อจำกัดสำหรับการบริโภคของกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งถูกดดันจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ยังคงตกต่ำต่อเนื่อง เราคิดว่าการฟื้นของกำลังซื้อของกลุ่มรากหญ้าอาจใช้เวลาอีก 2 ไตรมาสจึงจะฟื้นตัว
การฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศที่เป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง ทำให้นักลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีฐานลูกค้าอยู่ในระดับกลางถึงบน มากกว่าธุรกิจที่มีฐานตลาดในระดับรากหญ้าซึ่งจะฟื้นตัวช้ากว่า
ราคาน้ำมันดิบร่วงช่วยเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและไทย
ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงต่อเนื่องตั้งแต่มิถุนายนที่ผ่านมา จนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เกิดจากทั้งปัญหาอุปสงค์ที่อ่อนแอจากความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวในอัตราที่ลดลง โดยเฉพาะจีนกับยุโรปที่เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลก และปัญหาอุปทานส่วนเกินจากกลุ่มโอเปกที่ผลิตเกิดโควต้าการผลิตที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่การประชุมกลุ่ม OPEC เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านยังคงโควต้าการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม ส่วนกลุ่มนอกโอเปก อาทิ สหรัฐและรัฐเซียยังเพิ่มกำลังผลิตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าต่อเนื่อง คาดว่าจะกดดันให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2558 อยู่ที่ US$80/บาร์เรล ลดลง 17% จากค่าเฉลี่ยในปีนี้ และน่าจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไปอย่างน้อย 1 – 2 ปี การที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงกลับเป็นผลบวกต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จากการศึกษาผลกระทบจากความอ่อนไหวของราคาน้ำมันดิบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.45% สำหรับราคาน้ำมันที่ลดลงทุกๆ 10%
สถิติชี้ตลาดหุ้นบวกในเดือนธันวาคม แต่ระวังหุ้นขนาดเล็ก
สถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาชี้ว่าตลาดหุ้นในเดือนธันวาคมให้ผลตอบแทนดีเป็นอันดับ 3 รองจากเดือนกุมภาพันธ์ และเมษายน โดยเดือนธันวาคม ดัชนีตลาดฯบวกเฉลี่ย 2.6% M-M แรงซื้อมักมาจากกองทุนในประเทศอย่างชัดเจนซึ่งเป็นผลของ LTF และ RMF ขณะที่ต่างชาติมักขายสุทธิในเดือนนี้แต่ปริมาณเบาบางมากจึงไม่กดดันตลาด หุ้นที่จะปรับตัวบวกได้ในเดือนนี้จึงมักเป็นหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ที่เป็นเป้าของกองทุน แต่นักลงทุนควรระมัดระวังการซื้อขายหุ้นขนาดเล็ก เนื่องจากจำนวนหุ้นที่จะติดเงื่อนไข Turnover list ในตลาด mai เดิมจำกัดเพียง 5 ตัว แต่นับจากเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไปจะไม่จำกัดจำนวน ส่วนมาตรการคุมหุ้นร้อนของตลท.และสมาคมบล. คาดว่าจะเสนอให้ก.ล.ต. พิจารณาในสัปดาห์หน้าและประกาศได้ในปีนี้ เชื่อว่าจะทำให้กำลังซื้อในหุ้นร้อนลดลง ซึ่งดีต่อนักทุนรายย่อย







