posttoday
วัฒนธรรมแห่งความคิด ตอนที่ 3

วัฒนธรรมแห่งความคิด ตอนที่ 3

05 พฤศจิกายน 2557

โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

The Silicon Valley มีหลายคนเริ่มพูดถึงว่า สถานที่แห่งนี้ สร้างสรรค์ ถึงขนาดที่ว่า มีคนแบ่งว่า คนเก่ง ถ้าไม่มีเป้าหมายให้ไปทำงานใน Wall-Street จะรุ่ง เพราะ คนเหล่านี้มีเป้าหมายอย่างเดียวคือเงิน ..แต่สำหรับคนเก่งที่มีเป้าหมาย ให้ไปทำงานที่ Silicon Valley ..โห!! มันแรงนะ แต่ผมว่า มันมีประเด็นอะไรหลายๆ อย่างที่น่าศึกษา

วันนี้โลกเราถูกขับเคลื่อนภายใต้ระบบทุนนิยม ที่ตีค่าของคน ไม่ใช่อยู่ที่ผลของงานอีกต่อไป แต่ตีค่าคน อยู่ที่ “เงิน” ที่คุณหาได้ ..พูดง่ายๆ ว่า เงิน ในปัจจุบัน เป็นตัวแบ่งคุณค่าของคน แบ่งชนชั้น ..ใครมีเงินก็มีตัวตน ใครไม่มีเงินก็ไร้ตัวตน ดังนั้น คุณไม่ต้องถามคนรุ่นใหม่เลยว่า สิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุดคือ “รวย” เร็วๆ นั่นเอง

จริงๆ มันขัดกันมาก ระหว่าง คนที่ตั้งเป้าเป็นเงิน กับ คนที่ตั้งเป้าที่จะสร้างผลงานอะไรบางอย่าง ..เพราะ ถ้าคิดให้ดี คนที่ตั้งเป้าเป็นเงิน ส่วนใหญ่มักไม่สนใจอะไรนอกจากเงิน ไม่สนแม้แต่งาน ซึ่งไอ้งานนี่เองแหละที่นำพาเงินมาให้ แต่พอไม่สนใจงาน แล้วหวังจะได้แต่เงิน มันเลยตามมาเป็น Gambling Culture คือ วัฒนธรรมแห่งความเสี่ยง

คุณมองไปรอบๆ ตัวเลย จะเห็นว่า คนเดี๋ยวนี้ ยอมเสี่ยงทุกอย่างเพียงเพื่อรวยเร็ว แม้ความเสี่ยงเหล่านั้นจะไร้สาระมากๆ เช่น คนไทยส่วนใหญ่ซื้อหวย ทั้งที่โอกาสถูกมันเข้าขั้นว่าเป็นไปไม่ได้ เจ้ามือถึงได้รวยไง ..แต่ด้วยวัฒนธรรมแห่งความเสี่ยง ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ เสี่ยงทุกอย่าง เสี่ยงรับสินบน เสี่ยงทำงานผิดกฏหมาย เสี่ยงพนัน อย่างในตลาดหุ้นก็พวกเสี่ยงเล่นหุ้นปั่น เพื่อให้รวยเร็วที่สุด ..ถ้ามองให้ดี จะเห็นได้ว่า คนเหล่านี้แรกๆ อาจจะดูเหมือนว่าเขารวยเร็วได้จริงๆ แต่สังเกตไหมว่า สุดท้ายคนเหล่านี้ล้มเหลว และ พังในที่สุด

คุณว่าแปลกไหมล่ะ ที่คนที่ทำเงินได้เยอะๆ เร็วๆ ดูเหมือนมีอนาคตสุดๆ แต่สุดท้ายล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ ..นั่นแหละ วัฒนธรรมแห่งความเสี่ยง ที่เราเรียนรู้มาจาก Wall-Street ..จุดเริ่มของวัฒนธรรมแห่งความเสี่ยงคือ เราคิดไม่ออกว่า คนธรรมดาจะหาเงินเร็วๆ แล้วมีจุดยืนในสังคมได้อย่างไร เมื่อคิดทางออกไม่ได้จึงวิ่งเข้าหาความเสี่ยง ..จริงๆ มันไม่ต่างจากคนที่เป็นผู้ค้ายาเสพย์ติด , ผู้หญิงที่ขายบริการ , คนที่ทำธุรกิจผิดกฏหมาย เพราะ คนเหล่านี้มองว่า ด้วยการทำตามวิถีของสังคมแบบเดิมๆ มันไม่สามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จ

ทางแก้ ก็คือ การศึกษาวิธีทางความคิดของ Silicon Valley ..คุณรู้ไหมว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นมลรัฐเล็กๆ ในอเมริกาที่เป็นจุดเริ่มต้นของโลกยุคใหม่

ตัวผมเองก่อนหน้านี้ก็มีปัญหา คือ พอเข้ามาเริ่มทำงานในองค์กรอย่างธนาคารกรุงเทพ ผมก็มองว่า ในฐานะเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในองค์กรที่มีคนที่เก่งและมีประสบการณ์มากกว่าผมเป็นหมื่นคน ..ผมจะทำอย่างไร ให้ผมสามารถก้าวขึ้นมา โดดเด่นในหน้าที่การงาน ประสบความสำเร็จเป็นผู้จัดการ เป็นผู้บริหาร ...ใช่!! โคตรยาก และผมก็เชื่อว่า นี่เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน ก็คิดไม่ต่างจากผม คือ คิดอย่างไร ก็คิดไม่ออกว่า จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นผู้บริหารได้อย่างไร

ผมมีคำตอบ เพราะ ผมผ่านมันมาด้วยตัวเอง ..แต่ก่อนอื่น เราลองมาศึกษาวิธีคิด ในแบบ วัฒนธรรมแห่งความคิด ของ Silicon Valley กันดูก่อน จะพบว่า ใน Silicon Valley เขาจะไม่สนใจว่า เราจบการศึกษาอะไร เขาสนว่าเราทำงานเป็นหรือเปล่า

มันเริ่มตั้งแต่การรับสมัครคนงาน และ การสัมภาษณ์คัดคนเข้าทำงานแบบแปลก ..ให้ตอบโจทย์ที่ท้าทาย ให้ทำงานจริงๆ หรือ ให้ทำ Reality อะไรบางอย่าง ..จะว่ามันเหมือน เกมชีวิต เลยก็ว่าได้ ที่ผู้สมัคร ต้องได้รับการทดสอบมากมาย ด้วยวิธีการที่คุณไม่เคยถูกทดสอบในบริษัทแบบเก่าๆ ..แถมที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เงินเดือนเริ่มต้นของคนที่ทำงานใน Silicon Valley ไม่ได้โดดเด่น แบบใน Wall-Street

สิ่งที่โดดเด่นอย่างเดียวใน Silicon Valley คือ “เป้าหมาย” ..ทุกบริษัทเล็กๆ น้อยๆ ในที่แห่งนี้ ล้วนมีเป้าหมายที่คล้ายๆ กัน คือ “เปลี่ยนโลก” ..ฟังดูตลกมากเลยนะ กลุ่มเด็กๆ เนิร์ดๆ ที่ต้องการรวมตัวเพื่อเปลี่ยนอะไรบางอย่างในโลก ..อย่างที่ Steve Jobs เคยพูดว่า เราต้อง Put the Dink in The Universe ..ถ้าในโลกยุคเก่า มันก็คือ การสร้าง Landmark อะไรบางอย่างที่ แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง

แต่เสน่ห์ของ Silicon Valley คือ มันไม่ได้เริ่มจากเงิน แต่มันเริ่มจากความคิด ...คุณลองไปถามคนใน Wall-Street หรือ คนในตลาดหุ้นเมืองไทย จะพบคำตอบคล้ายๆ กัน ว่าการเริ่มธุรกิจต้องใช้ “เงินต่อเงิน” ..ยกตัวอย่าง วันนี้ธุรกิจที่ฮิตที่สุดในตลาดหุ้นไทยคือ “แสงอาทิตย์ Solar”..มันก็คือ ธุรกิจที่เริ่มจาก หนึ่ง Know Who ความสัมพันธ์กับรัฐบาล เอาเงินภาษี มารับ Adder ให้กับโรงไฟฟ้า (เราใช้ไฟแพงขึ้น เพราะต้องจ่าย Adder ให้เจ้าของโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์นั่นเอง) สอง เริ่มจากเงิน ดังนั้น ธุรกิจรุ่นเก่า ต้องใช้ Know Who และ เงิน ..มันปิดประตูไม่ให้คนจนได้ยุ่ง แต่ที่ Silicon Valley มันเริ่มคนละแบบ ...ครั้งหน้าเรามาคุยกัน ไม่เริ่มธุรกิจจากเงิน แล้วจะเริ่มจากอะไรล่ะ ?

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก