คนดี...

วันที่ 31 ต.ค. 2557 เวลา 09:36 น.
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง

ครับ ในที่สุดเราก็ได้เห็นหน้าค่าตาคนที่จะมาทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย ร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศกันเกือบครบ

แต่ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ตัวแทนของฝั่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 20 คน มาครบจากทั้ง 11 ด้าน และยังมีตัวแทนจาก สปช.ครบถ้วนทุกภาค เรียกได้ว่า ตรงกับโผชนิดเรียงรายชื่อกับที่สื่อมวลชนเก็งกันไว้แต่แรก

อันที่จริง กรรมาธิการชุดนี้เห็นหน้าค่าตาก็ไม่ได้โนเนมเสียทีเดียว เคยเป็นทั้งนักวิชาการ สนช. สว. และเอ็นจีโอ แต่ที่ผมกังวลมากกว่า เป็นเรื่องเดียวกับที่อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปรารภไว้คือ จะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกกลุ่ม

เพราะปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ 50 ที่เถียงกันไม่รู้จบก็คือมีการตีความจากฝ่ายตรงข้ามว่าเป็น “ผลไม้พิษ” ของคณะปฏิวัติ รวมไปถึงการทำให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แก้ไขไม่ได้

เป็นต้นว่า หากจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะต้องเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านว่าไว้ หรือหากจะแก้รายมาตรา เช่น ที่มาของสว. ก็ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญไว้เต็มที่ จนถึงนาทีสุดท้ายคือวันที่คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจกำลังพลและอาวุธปืน คืนความสุขให้ประชาชนไทย

สรุปว่า 7 ปีรัฐธรรมนูญ 50 กลุ่มคนที่แก้รัฐธรรมนูญ 50 ได้สำเร็จ มีอยู่ 2 คนเท่านั้น คือ รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แก้สัดส่วนที่มาของ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และคุณประยุทธ์ล้างไพ่รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ซึ่งก็ถูกครับ เพราะประชาธิปไตยแบบไทยๆ อนุญาตให้เฉพาะ “คนดี” อย่างทั้งสองท่านนี้เท่านั้น ที่มีสิทธิเขียนรัฐธรรมนูญและแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

โดยเฉพาะคนดีแบบรัฐบาลคุณประยุทธ์นั้น หากซื้อของแล้วมีราคาสูงเกินจริง ก็ไม่เรียกว่าเข้าข่าย “ทุจริต” แต่เรียกว่า “มีส่วนต่างเยอะ” หากมีน้องชายร่ำรวยทรัพย์ศฤงคาร ก็ให้ตรวจสอบได้ แต่ถ้าตรวจแล้วไม่เจออะไรก็ระวังไว้ด้วย

หรือหากจะนิรโทษกรรมตัวเอง ก็ไม่ต้องถูกเป่านกหวีดต่อต้านจากมวลมหาประชาชน เพราะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการ “คืนความสุข”

อันที่จริง ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากกับรัฐธรรมนูญ 58 หรอกครับ ขอเพียงแค่คนดีทั้งหลายไม่สร้างเงื่อนล็อกหลายขั้น หรือเปิดโอกาสให้เฉพาะ “คนดี” เท่านั้นเป็น ผู้ร่างกติกาและแก้ไขความผิดพลาดฝ่ายเดียว

รัฐธรรมนูญ 50 เป็นบทเรียนสำคัญให้เห็นแล้วว่า “คนดี” ชงเอง กินเอง ก็ทำให้เกิดวิกฤตได้ และในที่สุดผลิตผลของคนดีก็ไม่ได้สร้างความยั่งยืนอย่างที่หลายคนคาดหวัง

วิธีการที่ดีกว่าคือทำอย่างไรให้เสียงประชาชนมีโอกาสได้ตรวจสอบและร่วมกันตัดแต่งต้นไม้ของคนดี เพราะไม่ว่าจะคนดีหรือคนเลวก็มีโอกาสสร้างสิ่งผิดพลาดได้ทั้งนั้น