ไม่เอาถ่าน

วันที่ 29 ต.ค. 2557 เวลา 08:32 น.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

นโยบายพลังงานกลายเป็นเรื่องร้อนแรงของรัฐบาลไปแล้ว เริ่มตั้งแต่การประกาศให้เปิดสำรวจสัมปทานปิโตรเลียมครั้งใหม่

และไม่ใช่มีแต่เรื่องร้อนอย่างเดียว แต่ยังมีงานหินอีกด้วย

นั่นคือการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจาก 20% เป็น 30% ของกำลังการผลิตรวม

การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่จะเป็นภารกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยแห่งแรกจะอยู่ที่ จ.กระบี่ ถัดมาคือที่ อ.เทพา จ.สงขลา

แต่การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นงานที่ยากเอามากๆ เพราะถูกแรงต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการร่วมลงแขกจากกลุ่มองค์กรเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มกรีนพีซ ที่ผูกปิ่นโต ไม่เอาถ่านหิน

แรงปะทุสำคัญกลายเป็นโมเดลการไม่เอาถ่านหิน เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2540 ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก และหินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

การประท้วงครั้งนั้น เป็นเรื่องยืดเยื้อ ความรุนแรงถึงขั้นแกนนำชาวบ้านเสียชีวิต

และสุดท้ายโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งต่างล้มคว่ำไม่เป็นท่า

จากนั้นมา โรงไฟฟ้าถ่านหินเหมือนต้องสาป ไม่ว่าจะขยับไปที่ใดก็ถูกแรงต้านเรื่อยมา

อย่างไรก็ตาม มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่ง ที่หลุดรอดจากการคัดค้านมาได้ นั่นคือ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และโรงไฟฟ้าเก็คโค่วัน

เหตุผลสำคัญที่ทำให้รอดพ้นจากแรงต่อต้าน ก็เนื่องจากต่างก็ก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง โดยไม่ได้ก่อสร้างในพื้นที่ของตัวเอง

พื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด จึงเหมือนเป็นเกราะกำบังให้โรงไฟฟ้าทั้งสองแห่ง โดยกลุ่มผู้คัดค้านไม่สามารถเข้าไปปักหลัก หรือสร้างความกดดัน จะมีเพียงการเคลื่อนไหวภายนอก หรือไม่ก็ลอยเรือไปประท้วง

ทั้งหมดเป็นการแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ใช่แค่เฉพาะการใส่เงินลงไปในพื้นที่ การให้ความรู้ความเข้าใจ แต่พื้นที่การก่อสร้างมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ฮวงจุ้ยที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงต้องเป็นพื้นที่ปิด มีอาณาเขตของตัวเอง มีกันชนไม่เชื่อมต่อกับชุมชน หรือพื้นที่อื่น ถึงมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ อาทิ พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม

นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่แข็งแกร่ง สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ก็คือพื้นที่ทหารที่ติดทะเล

พ้นจากนี้ไปแล้ว เห็นทีต้องคิดให้จงหนัก จะเจองานโหดหิน

ทั้งหืดจับ ทั้งยากราวเข็นครกขึ้นภูเขา