
เลิกอัยการศึก
ถนนการเมืองทุกสายเวลานี้พุ่งเข้าหา “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” (สปช.) ซึ่งอีกไม่นาน สปช.จะเข้าทำงานอย่างเป็นทางการในการวางโครงสร้างใหม่ให้กับประเทศไทย
โดย...ไพบูลณ์ กระจ่างวุฒิชัย
ถนนการเมืองทุกสายเวลานี้พุ่งเข้าหา “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” (สปช.) ซึ่งอีกไม่นาน สปช.จะเข้าทำงานอย่างเป็นทางการในการวางโครงสร้างใหม่ให้กับประเทศไทย โดยในวันที่ 21 ต.ค. จะมีการเลือกประธาน สปช. 1 คน และรองประธาน สปช. อีก 2 คน จากนั้นอีก 15 วัน ประมาณวันที่ 4 พ.ย. จะตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน
ตลอดเส้นทางของการเขียนรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ย่อมเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะกับพรรคและกลุ่มการเมืองในฐานะที่กำลังจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ แต่แรงกดดันจากฝ่ายการเมืองอาจไม่ได้เป็นปัญหาเท่ากับสภาพแวดล้อมทางการเมืองในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก
การปฏิรูปประเทศในแต่ละด้านมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับข้อมูลและข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ออกมาได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย อันจะเป็นเกราะคุ้มครองไม่ให้รัฐธรรมนูญในอนาคตถูกแก้ได้ง่ายๆ
จริงอยู่หน่วยงานความมั่นคงอาจมองในมุมกลับกันว่าไม่ได้มีการบังคับใช้กฎอัยการศึกในทางปฏิบัติแบบเข้มข้น และที่ต้องคงกฎอัยการศึกไว้ก็เพื่อป้องกันพวกที่ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นมา
แต่ถึงกระนั้นการควบคุมสถานการณ์ไม่ได้มีแค่กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีกฎหมายระดับรองลงมาอย่าง พ.ร.บ.มั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่หน่วยงานความมั่นคงสามารถนำมาใช้ในราชการได้
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงควรพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับการใช้กฎอัยการศึก หากปล่อยให้การปฏิรูปดำเนินไปภายใต้กฎอัยการศึกต่อไป ทุบโต๊ะได้เลยว่าความสำเร็จที่คาดหวังคงไม่อาจเกิดขึ้นได้







