มองหุ้นไทยปลายปียังสดใส แนะทยอยลงทุนรับ SET Index 1,600 จุด
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ[email protected]
สวัสดีครับ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นบ้านเรามีการปรับตัวที่ค่อนข้างผันผวนนะครับ ซึ่งหลักๆ ก็มาจากการพักฐานระยะสั้นของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เนื่องจากมีปัจจัยลบเข้ามากดดันตลาด ทั้งในเรื่องของผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดของวงเงินการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงก็ยังไม่คลี่คลาย รวมทั้งยังไม่มีปัจจัยบวกใดๆ เข้ามาเพิ่มเติม ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน จึงทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับฐานลงมาเล็กน้อย
มุมมองส่วนตัวของผม ผมมองว่าแม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจากแรงกดดันหลายๆ ปัจจัย แต่ผมมองว่าจะเป็นแค่ปัจจัยกดดันระยะสั้น และยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากยังมีปัจจัยสนับสนุนอีกหลายปัจจัยครับ
สำหรับตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป กับการเติบโตในปีปลายปีนี้ถึงปีหน้า โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาค ผมมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อ แม้ว่าระหว่างทางในช่วงนี้อาจจะมีแรงขายเพื่อทำกำไรเข้ามาบ้างและทำให้ดัชนีฯ มีการปรับฐานลดลง (Correct) เนื่องจากมูลค่าหุ้น (Valuation) หุ้นไทยเริ่มปรับตัวค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัจจัยบวกจากปัจจัยหลักๆ ที่เริ่มจะเห็นความชัดเจน อาทิเช่น
เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐผ่านการเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในหลากโปรเจ็คของภาครัฐบาล ทั้งในส่วนของการลงทุนในสุวรรณภูมิเฟส 2 / การทำ Multi Terminal เพื่อรองรับการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่น / การสร้างสนามบินเพิ่มเติมอีกจำนวน 6 แห่งเพื่อรองรับประชาคมอาเซียนในอนาคน / การเดินหน้าประมูลเส้นทางรถไฟฟ้าจำนวน 7 สาย / การลงทุนในระบบรถไฟรางคู่ และการลงทุนในโครงการทวายและท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นต้น รวมถึงแนวโน้มการยกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ซึ่งน่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเข้าสู่ฤดูเทศกาล High Season ในช่วงปลายปี
รวมถึงแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการผลักดันการบริโภคในประเทศด้วยวงเงิน 3.6 แสนล้านบาทภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการจ้างงานและการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนผ่านการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งงบประมาณประจำปี 2014 ส่วนคงค้างและงบประมาณประจำปี 2015 เพื่อเป็นรายจ่ายด้านการลงทุน และการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยโดยการช่วยเหลือต้นทุนการผลิตชาวนาซึ่งคาดว่าน่าจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากขึ้นในไตรมาสที่ 4/2557 และผลักดันให้ GDP ไทยในปีนี้ขยายตัวได้ 2.0%
นอกจากนี้ แรงซื้อของนักลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่น่าจะช่วยรองรับตลาดได้บ้าง เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลลดหย่อนภาษีในปีนี้ ซึ่งคาดว่าปีนี้น่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท
ขณะที่ กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย หลังจากที่ธนาคารกลางในหลายประเทศหลักๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นน่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ โดยน่าจะมีการผ่อนคลายเพิ่มเติมในปลายเดือน ต.ค. 57 เป็นอย่างเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่มองธนาคารกลางยุโรป แม้ว่าในการประชุมครั้งล่าสุดธนาคารกลางยุโรปยังไม่มีการระบุรายละเอียดวงเงินที่ชัดเจน แต่ด้วยการส่งสัญญาณของประธานธนาคารกลางยุโรปที่จะดำเนินมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 2 ปีเพื่อให้ Balance Sheet กลับไปสูงเท่ากับการใช้นโยบายการเงินในรอบก่อนช่วงไตรมาสที่ 2/2553 ก็คาดว่าเม็ดเงินที่ ECB จะอัดฉีดเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมน่าจะอยู่ในวงเงินสูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 5 แสนล้านยูโร ซึ่งจะยังทำให้มีสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อยู่และน่าจะหนุนให้มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นไทยได้เพิ่มเติม แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะสิ้นสุดมาตรการการอัดฉีดปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่าน QE ในเดือน ต.ค. 57 ก็ตาม รวมทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องก็ยังคงสนับสนุนต่อการเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ในด้าน Valuation การปรับเพิ่มการคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไทย หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ ทำให้แรงกดดันของมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงในปัจจุบันลดทอนลง ซึ่งปัจจุบันระดับมูลค่าหุ้นต่อกำไร (PE) อยู่ที่ 13.5 เท่าเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่มีระดับ PE อยู่ที่ 14.0 และ 17.7 เท่าตามลำดับ และเพิ่มความน่าสนใจต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาค
โดยผมมองว่า SET Index ถัดจากนี้จนถึงสิ้นปี 2557 ดัชนีฯ น่าจะเคลื่อนไหวได้ในกรอบ 1,580-1,640 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 1,600 จุด และอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบที่ระดับ 1,640 จุดในช่วงสิ้นปีจากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว โดยยังคงมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนของเม็ดเงินของภาครัฐ เช่น รับเหมาก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่ง เป็นหลัก ขณะที่มองว่าปีหน้า SET Index ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบในกรอบ 1,600-1,700 จุดจากปัจจัยบวกต่อเนื่องดังกล่าว แต่หนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม ได้แก่ แนวโน้มและท่าทีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งหากธนาคารกลางสหรัฐมีการส่งสัญญาณหรือแสดงท่าทีแล้วนั้น อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้ดัชนีฯ มีการย่อตัวลงได้
หากนักลงทุนท่านใดที่สนใจลงทุนในหุ้นและต้องการลดความเสี่ยงจากแรงกดดันดังกล่าว อาจทยอยซื้อสะสมในหุ้นไทยในช่วงที่ดัชนีฯ ย่อตัวลงเพื่อปรับฐาน หรือไม่ก็สามารถทยอยซื้อแบบลักษณะ “ต้นทุนถัวเฉลี่ย” หรือที่รู้จักกันในนาม “Dollar Cost Average” โดยตัดบัญชีผ่านโปรแกรม “Auto Millionaire Program (AMP)” ของ บลจ.วรรณ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของการคาดเดาจังหวะตลาด (Market timing) แต่หากนักลงทุนท่านใดได้กำไรจากการลงทุนในหุ้นไทยบ้างแล้ว ก็อย่าลืมก็ทยอยเทขายเพื่อทำกำไร (Taking Profit) บางส่วนและเข้าซื้อตอนดัชนีฯ ย่อตัวลงระหว่างทางได้ครับ ซึ่งหากนักลงทุนสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นไทย บลจ.วรรณ มีกองทุนเรียนเสนอหลายกองทุน เช่น 1AMSET50, 1VAL-D และ ONE-STARS เป็นต้น ซึ่งหากนักลงทุนสนใจสามารถติดต่อสอบถามและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ฝ่ายการตลาด บลจ.วรรณ ที่หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ







