
คิดเพื่อสร้างกันเถอะ
นี่เป็นโอกาสดีมิใช่หรือในการใช้จังหวะนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้นนั่นเอง
โดย....อสนีบาต
ในขณะที่สาวกนักการเมืองยังจมอยู่กับความคิดว่าวันนี้จะโชว์สัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหารอะไรดีให้มันเข้าตาสื่อมวลชน หรือผู้อ้างตนว่าเป็นนักประชาธิปไตย ซอยเท้าเรียกร้องเลือกตั้งโดยเร็ว พร้อมกับท่องคัมภีร์เดิมๆ ข้าพเจ้ารักนายใหญ่จุงเบย
แต่อีกด้านภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็น องค์กรภาคประชาชน กำลังสุมหัวจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศเพื่อเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เช่นเดยวกับคสช.ตบเท้าก้าวไปข้างหน้าตามเส้นทางโรดแมปสามระยะคืนความสุขให้คนในชาติประกาศชัดภายในเวลา3เดือนจากนี้จะได้เห็นกระบวนการร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติควบคู่สภาปฏิรูป
เริ่มแจกแจงเส้นทางที่มาสนช.จำนวน200 คน สภาปฏิรูป150 คนมาจากตัวแทนสาขาวิชาชีพต่างๆเลือกกันเองซึ่งนอกจากมีหน้าที่ศึกษาการปฏิรูปด้านต่างๆยังมีหน้าที่ตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามด้วยปลายก.ย.ตั้งนายกฯฟอร์มคณะรัฐมนตรีบริหารประเทศถัดจากนั้นต.ค.เริ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
บอกกล่าวความเคลื่อนไหวเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าถ้าขืนย่ำเท้าต่อต้านรัฐประหารโดยที่อีกด้านของสังคมกำลังช่วยกันขับเคลื่อนออกแบบ ประเทศในที่สุดแล้วขบวนการเชิดชูนักการเมืองอำนาจเก่าจะตกขบวนประชาธิปไตยโฉมหน้าใหม่โดยไม่รู้ตัว
ระบอบประชาธิปไตยออกแบบให้มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็นจึงเป็นธรรมดาต้องมีความเห็นแตกต่างและควรดำรงความเห็นแตกต่างนั้นต่อไปโดยไม่ปรารถนาให้เกิดความแตกแยก หากการเคลื่อนไหวเพื่อต้องการประชาธิปไตยโดยไม่ได้ช่วยคิดต่อว่า เราจะหามาตรการป้องกันเผด็จการรัฐสภาในอนาคตอย่างไรบ้าง
เราจะวางกฎกติกาให้ผู้เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองรู้จักผิดชอบชั่วดี มีสามัญสำนึกแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองให้มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างไรดี อย่าได้เป็นแบบเดิมที่ออกมาเสนอหน้าอ้าปากไม่เคารพศาล สร้างแบบอย่างเลวๆให้ลิ่วล้อเอาอย่างโดยคิดว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง
การช่วยคิดช่วยออกแบบประเทศแบบนี้ น่าจะเวิอร์คกว่าการโชว์สัญลักษณ์พิราบเหี่ยว ละเลงข้อความไม่เหมาะสมลงบนธนบัตร เขาจูงจมูกให้ทำอะไรก็ทำอยู่ร่ำไปเท่ากับเป็นตัวแสดงบนเวทีประชาธิปไตยที่สูญเปล่าเท่านั้นเอง การสร้างความสะใจ เอามันส์ ทางอารมณ์ไม่ได้ก่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างมีคุณภาพตามที่ต้องการแต่อย่างใด
เช่นเดียวกับร้องแรกแหกกระเชอโดนจำกัดสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร พยายามวาดภาพอำนาจพิเศษครอบงำประเทศนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกินจนต่างชาติรับลูกโหมประโคมทันควัน แต่ข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน เป็นไปตามนั้นหรือไม่ เพราะโทรทัศน์วิทยุยังคงนำเสนอข้อมูลข่าวสารตามปกติ เว้นเสียแต่ทีวีปลุกระดมสร้างความเกลียดชังแบ่งแยกผู้คนเป็นฝักฝ่ายต่างหาก ที่ไม่ต้องอ้างอำนาจทหารระงับเผยแพร่แม้แต่ในวิถีประชาธิปไตยผู้คนที่มีสติปัญญาก็ยังงุนงงเผยแพร่ออกมาได้อย่างไรเหตุใดรัฐบาลพลเรือน ถึงไม่ใช้อำนาจจัดการให้อยู่ในร่องในรอย
โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ทุกอย่างย่อมมีพัฒนาการ จากเครื่องคอมพิวเตอร์จออ้วนยังกลายสภาพเป็นไอแพด แท็บเล็ตอะไรประมาณนั้น โดยเฉพาะการเมืองไทยซึ่งจมอยู่ความขัดแย้งยาวนานกว่า 9 ปี จะไม่หาทางหาปีนป่ายขึ้นมาดูแสงสว่างโลกภายนอกกันบ้างเชียวหรือ
เช่นเดียวกับนักรักประชาธิปไตยที่ยึดอยู่กับทฤษฏีประชาธิปไตยต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่อาจมาใช้ได้ในทางปฏิบัติบนแผ่นดินไทย ถ้าหากเราไม่รู้จักยอมรับความจริง ผสมผสานหาความเหมาะสมที่ลงตัว
ใครจะคิดว่าการเข้ามาควบคุมอำนาจต้องล้างบางนักการเมืองชั่วให้เบ็ดเสร็จ ชนิดที่ว่าใช้ความรุนแรงเด็ดหัวนักเคลื่อนไหว ตั้งคณะกรรมการพิเศษมีอำนาจเต็มไม้เต็มมือจัดการเหมือนอดีต แต่สำหรับยุคคสช.ควบคุมบ้านเมืองกลับเรียกคู่กรณีมาพูดคุยประหนึ่งมิตรชิดใกล้ พยายามใช้กลไกของหน่วยงานราชการ องค์กรอิสระ รวมถึงกฎหมายที่มีอยู่นำมาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งนั่นคือวิธีจัดการเบ็ดเสร็จเหมือนกัน แต่เป็น "เบ็ดเสร็จรูปแบบใหม่"
การควบคุมอำนาจพ.ศ.นี้จึงเปลี่ยนไปในแง่ผู้คนต่างเข้าใจดีว่านี่"ไม่ใช่ประชาธิปไตย" แต่ก็เป็นโอกาสดีมิใช่หรือในการใช้จังหวะนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้นนั่นเอง







