posttoday
ช่วงหัวเลี้ยว หัวต่อ

ช่วงหัวเลี้ยว หัวต่อ

28 เมษายน 2557

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)(MBKET)

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)(MBKET)

สัปดาห์ที่ผ่านมา  ตลาดหุ้นฯเริ่มแสดงอาการไม่ค่อยดี ดัชนีลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ นักลงทุนต่างชาติรายงานการขายสุทธิ 1 วัน  ส่งผลให้เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า ตลาดหุ้นจบรอบขาขึ้นหรือยัง ???

คำตอบ คือ ผมคิดว่ามีโอกาสครับ คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์นี้  ซึ่งจะทำให้ตลาดฯมีโอกาสปรับตัวลดลง 3-5% จากปัจจุบัน โดย หากนับตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. ดัชนี เพิ่มขึ้นมาแล้วเกือบ 17% ก่อนที่จะลดลงในวันศุกร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นเริ่มเข้าเขตที่เรียกว่าแพงในระยะสั้น ทั้งนี้ ผมประเมินว่า มูลค่าที่เหมาะสมของ ดัชนี ในช่วงไตรมาสที่ 2/57 ไม่ควรเกิน 1440 จุด แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว ดัชนี ในขณะนี้ถือว่ายังไม่แพง เพราะมูลค่าที่เหมาะสมสิ้นปี 2557 ผมประเมินไว้ที่บริเวณ 1500 จุด ดังนั้น ในทางทฤษฏีแล้ว ดัชนี จึงควรที่จะมีการพักตัวเพื่อรอดูแนวโน้มผลการดำเนินงานที่กำลังจะประกาศออกมาในไตรมาสที่ 1/2557 ซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์กลางเดือน พ.ค. 

สำหรับเหตุผลที่ทำให้คาดว่าตลาดฯมีโอกาสจบรอบเพื่อเข้าสู่ช่วงการปรับฐานนั้นมีทั้งด้านจิตวิทยาการลงทุน และ ด้านปัจจัยพื้นฐาน ดังนี้

ด้านจิตวิทยาการลงทุน เนื่องจาก การที่ ดัชนีปรับตัวลดลงมาปิดที่ระดับ 1408 จุด ถือว่าเป็นระดับเดียวกันกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วันพอดี ซึ่งในด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคถือว่าเป็นแนวรับสำคัญ โดยตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. จนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา  ดัชนี ยังไม่เคยปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันเลย  ดังนั้น  หาก ดัชนี ในวันจันทร์ปิดลดลงต่ำกว่าระดับนี้จะส่งผลเกิดภาพลบ นอกจากนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ 1 วัน ในวันพฤหัสบดี แต่กลับมาซื้อสุทธิในวันศุกร์แต่ไม่มาก ทำให้ยังคงต้องจับตาทิศทางเงินทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ต่อไป ทั้งนี้ ผมประเมินคร่าวๆว่า นักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมาซื้ออย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. พบว่า มีมูลค่าซื้อสุทธิรวมเกือบ 3 หมื่นล้านบาท และมีต้นทุนเฉลี่ยของ ดัชนี บริเวณ 1380 จุด ทั้งนี้ กลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติซื้อเป็นหลัก คือ กลุ่มธนาคาร ส่งผลให้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงก่อนกลุ่มอื่น และเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะ หุ้นธนาคารกสิกรไทย( KBANK )ที่ราคาลดลงมาแล้ว 5% ในช่วง  2 วันทำการที่ผ่านมา มีโอกาสมากที่ราคาจะลดลงไปอีกอย่างน้อย 183 บาท ก่อนที่จะเริ่มทรงตัว นักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้น KBANK แนะนำไปรอซื้อบริเวณดังกล่าวจะปลอดภัยขึ้น    

ด้านปัจจัยพื้นฐาน  คือ 1) มูลค่าหุ้นไทยเริ่มแพงขึ้น ปัจจุบันซื้อขายที่ค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร( PER )คาดการณ์สำหรับปี 2557 ที่ 13.3 เท่า (ระดับที่เหมาะสมทั้งปีอยู่ที่ 13.7 เท่า) 2) ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มผันผวน จากสถานการณ์ในยูเครนที่ยังคงไม่จบ สังเกตได้ว่านักลงทุนเริ่มกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมากขึ้น เช่น ทองคำ เงินเยน และ พันธบัตรสหรัฐฯ  3) การประชุม FOMC สัปดาห์นี้ คาดว่า เฟดจะลดขนาด QE ลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ  4) การเมืองไทยจะเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญในสัปดาห์หน้า เกี่ยวกับเรื่องคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และ 5) การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/57 ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่อาจจะช่วยสนับสนุนตลาดฯได้ แต่ก็เป็นเพียงในระดับหุ้นรายตัวเท่านั้น โดยหุ้นที่ทาง MBKET คาดว่ากำไรไตรมาสที่ 1/2557 จะออกมาดี ได้แก่บริษัทบางจากปิโตรเลียม( BCP)บริษัทปูนซิเมนต์ไทย( SCC)บริษัททิปโก้แอสฟัลส์( TASCO)บริษัททีพีไอโพรลีน( TPIPL)บริษัทสามารถไอโมบาย( SIM)บริษัทสามารถคอร์ปอเรชัน( SAMART)บริษัทเคซีอี อีเลตโทรนิคส์( KCE)บริษัทเอสพีซีจี( SPCG )และบริษัทโทรีเซ็นไทยเอเยนต์ซีส์( TTA )เป็นต้น 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ทิศทางของตลาดหุ้นอาเซียน ซึ่งผมเชื่อว่ามีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ  และถือว่าตลาดหุ้นอาเซียนเป็นตลาดฯที่ยังคงมีผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่น ดังนั้น หากภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มปรับตัวลงก็จะทำให้ตลาดหุ้นแถบอาเซียนมีความเสี่ยงที่จะถูกขายทำกำไรเช่นกัน

ด้านการเมืองไทยนั้น อาจเป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและลบขึ้นกับสถานการณ์  ผมคิดว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสถานการณ์การเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคาดการณ์ยากว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี แต่ด้วยการเคลื่อนไหวล่าสุดของหลายๆฝ่ายที่พยายามจะให้เกิดการเจรจาเพื่อหาทางออกของการเมืองช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเกิดภาพในด้านดีมากกว่าด้านที่จะเกิดความรุนแรง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองออกมาในแง่ดีต่อตลาดหุ้น ผมก็ยังคงเชื่อว่าราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังในเดือนบวกไปแล้วพอสมควร ดังนั้น การปรับตัวขึ้นของตลาดฯก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ดี โดยเป็นไปได้ว่าตลาดฯอาจจะปรับตัวขึ้นได้ในช่วง 1 สัปดาห์ ดัชนีอาจขึ้นไปบริเวณ 1440-1450 จุด  ก่อนที่จะปรับตัวลดลง ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และ ไอซีที ที่เกี่ยวข้องกับการวางระบบ เช่นบริษัทแอดวานซ์อินฟอร์เมชันเทคโนโลยี( AIT)บริษัทล็อกซ์เลย์( LOXLEY)บริษัทสามารถเทเลคอม( SAMTEL )เป็นต้น  แต่หากเกิดภาพในด้านลบต่อตลาดหุ้นก็จะเข้าสู่แนวโน้มที่ผมคาดการณ์ว่าตลาดฯมีโอกาสปรับตัวลดลง 3-5%    

โดยสรุป สัปดาห์นี้ตลาดฯมีโอกาสผันผวนสูงแน่ แต่จะเกิดจุดเปลี่ยนหรือไม่นั้นคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 วันทำการแรก ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้แล้ว ดังนั้น นักลงทุนจึงควรใกล้ชิดตลาดฯอย่างมากเป็นพิเศษในช่วงนี้เพื่อที่จะสามารถปรับกลยุทธ์ให้ทันครับ

สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

เปิดแฟ้มครม. 16มิ.ย.69 จ่อเคาะภาษีอิเล็กทรอนิกส์ กต.ชงแผนหารือไทย-รัสเซีย

เปิดแฟ้มครม. 16มิ.ย.69 จ่อเคาะภาษีอิเล็กทรอนิกส์ กต.ชงแผนหารือไทย-รัสเซีย