
หน้ามืดตามัว
ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงในราชอาณาจักรจนยกระดับมาเป็น พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงในราชอาณาจักรจนยกระดับมาเป็น พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อดำเนินการเอาผิดกับแกนนำและผู้ชุมนุมมวลมหาประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ
มีการเปลี่ยนหน้าฝ่ายการเมืองมาบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปจัดการแกนนำและผู้ชุมนุม ตั้งแต่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จนกระทั่งมาเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) คนล่าสุด แต่ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการคลี่คลายปัญหาให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
ซ้ำร้ายบุคคลทางการเมืองเหล่านี้อาศัยสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแถลงข่าวจ้องเอาผิดผู้ชุมนุมจากหลากหลายสาขาอาชีพ โดยเหมารวมทุกคนคือกบฏ ยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกผู้คนในชาติมากขึ้นไปอีก
ขณะเดียวกัน เมื่อมีการออกข้อห้ามต่างๆ เช่น ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ห้ามพกพาอาวุธ ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามบุกรุกสถานที่ราชการ ฯลฯ ปรากฏว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนหวั่นเกรง กลับออกมาชุมนุมมากขึ้น
นอกจากประชาชนต่างจังหวัดทยอยเดินทางเข้าพื้นที่ชุมนุมใจกลางเมืองหลวง แต่ยังมีประชาชนทุกสาขาอาชีพเปิดตัวแสดงจุดยืนปฏิเสธรัฐบาลไม่ชอบธรรมอย่างคึกคัก พร้อมกับส่งเสียงเดียวกันทางออกประเทศขณะนี้ต้องปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้ง
ทำให้ทุบโต๊ะได้เลยว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในภาวะใช้อำนาจอย่างหน้ามืดตามัว ไม่เข้าใจความต้องการประชาชนอย่างแท้จริง ยิ่งเป็นการปลุกผู้คนให้ตราหน้าได้ว่าเมื่อรัฐบาลไม่เห็นหัวประชาชน มีหรือประชาชนจะเห็นหัวคนในรัฐบาลอีกต่อไป







