
ขาว-ดำ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานที่ชวนให้คิดอย่างยิ่ง นั่นคือการที่ธนาคารยูบีเอส สวิตเซอร์แลนด์ และบริษัท เวลธ์ เอ็กซ์
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานที่ชวนให้คิดอย่างยิ่ง นั่นคือการที่ธนาคารยูบีเอส สวิตเซอร์แลนด์ และบริษัท เวลธ์ เอ็กซ์ สำรวจความมั่งคั่งของเศรษฐีในประเทศเกิดใหม่ประจำปีนี้ และพบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน มีเศรษฐีที่มีสินทรัพย์รวมกันตั้งแต่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณพันล้านบาทขึ้นไป เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยมีเศรษฐีพันล้านเพิ่มขึ้นมากที่สุดในอาเซียน โดยเดิมทีมี 625 คน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 720 คน หรือเพิ่มขึ้น 15.2% ตามมาด้วยเวียดนาม มีจำนวนเศรษฐีเพิ่มขึ้น 14.7% และอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 10.2%
มูลค่าสินทรัพย์ที่เศรษฐีพันล้านของไทยถือครองไว้มีมูลค่ารวมกันทั้งสิ้นกว่า 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3.52 ล้านล้านบาท
คำเรียกขานของกลุ่มเศรษฐีพันล้านก็คือ กลุ่มอัลตราไฮเน็ตเวิร์ก ที่มักจะใช้เรียกขานในธุรกิจตลาดทุนและตลาดหุ้น
ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐีในกลุ่มดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น เพราะอานิสงส์จากเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ และอัตราแลกเปลี่ยน
นั่นเป็นภาพแรกที่ปรากฏ
แต่หากเอาข้อมูลอีกด้านมาเปรียบเทียบก็จะเห็นภาพอีกมิติของประเทศไทย
นั่นก็คือการนำวิธีวัดความยากจนในมิติของการกระจายรายได้ คือการวัดความยากจนเชิงเปรียบเทียบ (Relative Poverty) โดยส่วนใหญ่จะนำเอารายได้ของคนกลุ่มบนสุดที่มีรายได้สูงสุด 20% แรก มาเทียบกับรายได้ของคนกลุ่มล่างสุด 20% เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย การกระจายรายได้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยกลุ่มคนที่มีส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้น คือ กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ 20%
อาทิ ในปี 2550 คนกลุ่มบนสุดของประเทศมีรายได้ถึง 55.06% ขณะที่คนกลุ่มล่างสุดมีรายได้ 4.30%
หมายความว่าผลผลิตของประเทศไทย 100 บาท ตกเป็นของคนรวยบนสุด 55 บาท ส่วนคนจนล่างสุดได้รับไปเพียง 4.30 บาท หรือต่างกัน 12.81 เท่า
นี่แหละคืออีกภาพที่แสดงถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ของไทย เป็นปัญหารากฐานเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย รวมไปถึงความแตกแยกในสังคมที่คนยากจนกลายเป็นเครื่องมือ ฐานคะแนนสำคัญการเคลื่อนไหวทางการเมือง
หากไม่แก้ไข ปัญหาจะมากขึ้น ลุกลามจนเอาไม่อยู่แน่นอน







