
เหรียญอีกด้าน
วันนี้วันศุกร์ขอไปพูดถึงเรื่องพม่า ประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในแถบอาเซียน
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
วันนี้วันศุกร์ขอไปพูดถึงเรื่องพม่า ประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในแถบอาเซียน
เศรษฐกิจพม่าเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ โดย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ประเมินว่าเศรษฐกิจพม่าจะเติบโต 6.75% ในปีงบประมาณ 2556-2557 จากการผลิตก๊าซและการลงทุน
การปฏิรูปของพม่ากำลังเกิดผล ด้วยความมั่นคงของเศรษฐกิจมหภาค และความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น
ทางการของพม่ารายงานว่า การลงทุนจากต่างชาติและท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวในช่วงระยะเวลา 1 ปี โดยเป็นการลงทุนจากต่างชาติรวมมูลค่ามากกว่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอุตสาหกรรม 94 โครงการ ในปีงบประมาณ 2555-2556
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ กลายเป็นเงาตามตัวมาพร้อมๆ กับความมั่งคั่งที่กำลังเกิดขึ้น
นับตั้งแต่ค่าครองชีพในพม่าที่แพงลิบ และสินค้าหลายๆ ประเภทแพงกว่าในกรุงเทพฯ เสียอีก
อัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าดของพม่า 1,000 จ๊าด คิดง่ายๆ เท่ากับเงินไทย 40 บาท โค้กกระป๋องที่เมืองไทย 15-20 บาท ที่พม่าขาย 1,000 จ๊าด หรือ 40 บาท
ข้าวผัดจานละ 2,000 จ๊าด หรือ 80 บาท ถ้ามีไข่ดาวด้วยก็ 2,500 จ๊าด หรือ 90 บาท
อัตราเงินเดือนชาวพม่า 50,000 จ๊าด ไม่พอใช้ ดังนั้น จึงเกิดการคอร์รัปชั่นต่างๆ ตามมา ขณะเดียวกัน ชาวพม่าส่วนใหญ่ไปทำงานจะหิ้วปิ่นโต ถือตะกร้าใส่กับข้าวที่บ้านไปเพื่อลดค่าครองชีพ
อัตราเงินเฟ้อของพม่าอยู่ในระดับ 5.5% ในปีนี้ และมีแรงกดดันจากการเติบโตของปริมาณเงิน ราคาอสังหาริมทรัพย์ และค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ค่าครองชีพในพม่ากำลังทะยานสูงขึ้น
ไม่เพียงแต่ค่าอาหาร การดำรงชีวิตเท่านั้น ทว่าที่อยู่อาศัยกลายเป็นประเด็นสำคัญตามมา
อัตราค่าเช่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นในกรุงย่างกุ้ง ทำให้คนยากจนหลายร้อยครอบครัวต้องย้ายออกจากบ้านตัวเอง หันไปพึ่งพาความช่วยเหลือจากการกุศล อาทิ ไปสร้างที่พักในวัด
อัตราค่าเช่าห้องขนาดเล็กในนครย่างกุ้งพุ่งขึ้นถึง 25% ในปีนี้ ขณะที่ราคาขายสูงกว่า 2 หรือ 3 เท่า จากเมื่อ 2 ปีก่อน ในบางพื้นที่
การที่จะซื้อที่ดินสักผืนหนึ่งในบริเวณทำเลทองของย่างกุ้ง ราคาในตอนนี้พุ่งไปที่ 700 เหรียญสหรัฐ หรือ 21,000 บาท ต่อตารางฟุต ซึ่งแพงกว่าที่กรุงเทพฯ หลายเท่า รวมไปถึงสำนักงานต่างๆ ราคาก็ถีบตัวขึ้นไปอย่างมาก
นี่แหละ คือเหรียญสองด้านเสมอสำหรับระบบทุนนิยม
ไม่มีอะไรเสกขึ้นมาได้ เมื่อมีสิ่งหนึ่งก็ต้องแลกด้วยสิ่งหนึ่งเสมอ







