
แก้ที่ต้นตอ
ต้องบอกว่าเหนื่อยจริงหนอ สำหรับโครงการรับจำนำข้าวจากสารพันปัญหาที่รุมเร้า
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ต้องบอกว่าเหนื่อยจริงหนอ สำหรับโครงการรับจำนำข้าวจากสารพันปัญหาที่รุมเร้า
กรณีที่เพิ่งเกิดหมาดๆ จากการตรวจสอบคุณภาพข้าวบรรจุถุงของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่พบปริมาณสารตกค้างเมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide) ในหลายๆ กลุ่มตัวอย่างที่เก็บมา
ข้าวถุงบางยี่ห้อสารตกค้างสูงกว่ามาตรฐานนานาชาติที่กำหนด บางยี่ห้อแม้ไม่สูงเกิน แต่สูงกว่าข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้าที่ไทยมีการส่งออกข้าวไปเสียอีก
จะแก้ไขอย่างไรก็เหนื่อยหนัก เพราะกระทบทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งใน และต่างประเทศ
ถึงได้เคยบอกไว้ว่ารากฐานปัญหาโครงการรับจำนำข้าว ต้องเริ่มจากการสะสางสต๊อกข้าวจำนวนมหาศาล 1718 ล้านตัน ที่กองเป็นภูเขาเลากา
ปัญหาสารตกค้าง นี่ก็ใช่
เพราะข้าวเหล่านี้จะต้องมีการรมยาเพื่อกำจัดแมลง มอด ฯลฯ ที่เข้ามาทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ
สารเคมีที่ใช้มี 2 ชนิดหลักๆ คือ เมทิลโบรไมด์ กับอีกตัวเรียกว่า ฟอสฟีน (Phosphine)
ปกติสารเมทิลโบรไมด์จะนิยมใช้มากกว่าเนื่องจากระยะเวลาในการรมสั้น ขณะเดียวกันยังกำจัดแมลง มอด ได้ดีกว่า โดยมีแมลงบางชนิดที่มีความทนทานต่อสารฟอสฟีน
เมื่อรัฐบาลผลักดันโครงการรับจำนำข้าว และระบายข้าวไม่ออก สิ่งที่ตามมาคือ สต๊อกจำนวนมหาศาล โดยสต๊อกข้าวเหล่านี้จำเป็นต้องมีการรมยาทุกๆ 3 เดือนเพื่อกำจัดแมลง
ถ้าข้าวเก็บ 1 ปี ก็ต้องรมยา 4 หน เก็บ 2 ปี รมไป 8 หน ถ้าเก็บ 3 ปี รมไป 12 หน
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ปริมาณนำเข้าสารรมยาเหล่านี้จะเพิ่มพรวดพราดตั้งแต่รัฐบาลเปิดโครงการรับจำนำข้าว
จริงอยู่แม้สารเคมีเหล่านี้จะระเหยอย่างรวดเร็วในอากาศ แต่ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตขึ้นมาก็คือ การรมยาในข้าวที่เริ่มเสื่อมคุณภาพต้องใช้เวลานานขึ้น ยิ่งหากข้าวมีความชื้นสูง เสื่อมคุณภาพมากๆ สารเคมีเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะละลายและผสมอยู่ในส่วนที่เป็นข้าวสารได้เช่นกัน
หากจะแก้ไขที่รากเหง้า ก็ต้องจัดการกับสต๊อกข้าว ไม่เช่นนั้นปัญหาต่างๆ มันจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งนานยิ่งมากขึ้นทุกขณะสะสมทวีคูณ
สุดท้ายจะถึงขั้นแก้ไม่ไหว ฉุดให้พังทั้งประเทศ







