
รูปแบบ-เนื้อหา
บ้านเมืองเรา มักจะติดกันอยู่ที่รูปแบบ แต่ละเลยเนื้อหา ไม่มีแก่นแท้ข้างใน
โดย..ณ กาฬ เลาหะวิไลย
บ้านเมืองเรา มักจะติดกันอยู่ที่รูปแบบ แต่ละเลยเนื้อหา ไม่มีแก่นแท้ข้างใน
ตัวอย่างล่าสุด คือ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กำลังถูกถล่มอย่างหนักจากปมการขอวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าประเทศญี่ปุ่น
สุรพงษ์ แก้ปัญหาสารพัน และหนึ่งในนั้นก็คือการอุ้มพระบูชาสมเด็จโต พรหมรังสีเข้าไปในกระทรวงด้วย เป็นขวัญกำลังใจและเป็นมงคล
นี่แหละคือการติดแค่รูปแบบ พระบูชาสมเด็จโต แต่ไม่สำเหนียกในเนื้อหา คือ ปณิธาน ปัญญา และเมตตาธรรมของสมเด็จโตแม้แต่น้อย
ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ภิกษุที่มีบทบาทต่อบ้านเมืองมากที่สุดต้องยกให้สมเด็จโต เมื่อคราวจุดตะเกียงเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ท้องพระโรงในเวลากลางวันแสกๆ จนพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า “... เข้าใจแล้วขรัวโต”
อีกครั้ง สมเด็จพ่อโตจุดตะเกียงไปหาเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหมถึงบ้าน เพราะได้ข่าวเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะล้มราชบัลลังก์ ขณะที่สมเด็จพระปิยมหาราชทรงมีพระชนมายุเพียง 16 พรรษา จนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ต้องออกมาถวายการต้อนรับ และยืนยันว่าบ้านเมืองไม่ได้มืดมนและมีปัญหาอย่างที่ร่ำลือ
นี่แหละ คือ เมตตาธรรมและวิสุทธิปัญญาสมเด็จโต จุดตะเกียงปัญญาสาดส่องยามบ้านเมืองเกิดภาวะอึมครึม
แต่บางคนตะเกียงปัญญาก็ไม่จุด กลับกระทำสิ่งที่สร้างความอึมครึม มืดมิดให้บ้านเมือง แม้จะอุ้มพระบูชาสมเด็จโต ก็สักแต่อุ้มโลหะที่หล่อเป็นรูปท่าน ปราศจากเนื้อหาจิตวิญญาณสมเด็จโต
หรือบ้านเมืองนี้ จะต้องมืดมนไปอีกนาน???







