
เลิกกันได้แล้ว
ต้องบอกว่าหยุดกันได้แล้ว สำหรับความเคลื่อนไหวนอกสภาฯ ของบรรดาสีและกลุ่มต่างๆ
ต้องบอกว่าหยุดกันได้แล้ว สำหรับความเคลื่อนไหวนอกสภาฯ ของบรรดาสีและกลุ่มต่างๆ
ในเมื่อมีการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ก็ต้องปล่อยให้ขั้นตอนทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยเดินหน้า รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ทำหน้าที่ จะดีจะเลว ก็อยู่ที่การบริหารประเทศเป็นสิ่งชี้ขาด
แต่ปรากฏว่า จนถึงป่านนี้ยังมีการเคลื่อนไหว กดดันจากนอกสภาฯ อย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างที่ยังเล่นกันไม่เลิกคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.
ซีกหนึ่ง เคลื่อนไหวรวมพลไม่ต้องการให้ กกต.รับผลการเลือกตั้ง สส.จนครบ 95% หรือ 475 คน ซึ่งผลที่จะตามมาก็คือการเปิดสภาฯ ไม่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
และหากเปิดสภาฯ ไม่ได้ก็เท่ากับไม่สามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต้องหาวิธีอื่นนอกเหนือรัฐธรรมนูญเข้ามา
ทั้งหมดไม่ต่างจากการล้มโต๊ะการเลือกตั้ง คนที่ไปลงคะแนนเสียงต่างเป็นโมฆะไปทั้งหมด
ถึงบอกต้องหยุดได้แล้ว การเลือกตั้งแม้จะทำให้เกิดความชอบใจ ไม่ชอบใจ แต่ในเมื่อประชาชนได้ตัดสิน ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น
จะไม่เอาการเลือกตั้ง ไม่เอาใคร จะเอาการรัฐประหารโดยทหาร รวมไปถึงการปฏิวัติรูปแบบอื่นกันแน่หรือ ?
แล้วบ้านเมืองจะจุดสงบ หรือแก้ไขกันได้อย่างไร
อีกซีก เสื้อแดง ก็ต้องหยุดเช่นกัน
ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จนมาถึงหลังเลือกตั้งเสื้อแดงยังไม่หยุดเคลื่อนไหวไม่หยุดกดดัน
กกต.เองตกเป็นเป้าหมายกดดันของเสื้อแดง นับตั้งแต่กดดันเรื่องการรับรองผลการเลือกตั้งของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พอ กกต.รับรองให้ยิ่งลักษณ์ ถัดมาก็กดดันบรรดาแกนนำเสื้อแดง 12 คน
นี่แหละ บ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้เช่นกัน
รัฐบาลเพื่อไทย พูดได้อย่างเต็มปากเป็นรัฐบาลเสื้อแดง แต่ทำไมเสื้อแดงถึงยังจัดกำลังนอกสภาฯ เป็นเสมือนกองกำลังเถื่อนอยู่อีก
อย่าลืม 2 ปีมาแล้วที่เสื้อแดงก่อม็อบ ตั้งแต่ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จนมาถึงเมื่อกลางปีก่อน ลุกลามเป็นเหตุเผาบ้านเผาเมือง จุดกำเนิดก็มาจากการชุมนุมของเสื้อแดง
หากจะทำให้บ้านเมือง สงบ ปรองดอง เสื้อแดงต้องหยุด
ไม่เช่นนั้นมันไม่ต่างจากการยั่วยุ ท้าทายไม่มีวันจบสิ้น
และสุดท้ายเชื่อเถอะ หากเสื้อแดงยังไม่เลิกราสักที
รัฐบาลชุดใหม่ จะพังไม่เป็นท่า ชนิดที่คาดไม่ถึง







