posttoday
ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่อเปลี่ยนขั้ว หนุน SET ฟื้นเหนือ 1,500 จุด

ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่อเปลี่ยนขั้ว หนุน SET ฟื้นเหนือ 1,500 จุด

04 พฤศจิกายน 2569

เดโมแครต จ่อครองเสียงข้างมาก สหรัฐฯ ส่อสู่ภาวะ Divided Government เพิ่มข้อจำกัดนโยบายทรัมป์ โบรกฯ ชี้สถิติอดีตหนุนหุ้นบวก คลายแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์และภาษีการค้า หนุนตลาดหุ้นไทย ฟื้นตัว ยืนเหนือ 1,500 จุด

KEY

POINTS

  • ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่พรรคเดโมแครตจะกลับมาครองเสียงข้างมากในสภา ทำให้เกิดภาวะรัฐบาลผสม (Divided Government)
  • การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าจะจำกัดการผลักดันนโยบายที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีทรัมป์ เช่น ภาษีการค้า ซึ่งช่วยลดความผันผวนและความเสี่ยงด้านนโยบาย
  • SET ตอบรับเชิงบวกต่อผลการเลือกตั้ง โดยดัชนีปรับตัวขึ้นเหนือ 1,500 จุด เนื่องจากเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่

ประเด็นที่ตลาดจับตาในขณะนี้ คือ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการกำกับดูแลภาคธุรกิจในระยะถัดไป 

 

โดยผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นทางการ พรรค Democrat ครองเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร 

 

ส่วนความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทย วันนี้ (4 พ.ย.2569) ล่าสุด เวลา 16.16 น. ปรับเพิ่มขึ้น 9.95 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.67% มาอยู่ที่ 1,500.96 จุด มูลค่าการซื้อขาย 68,950.80 ล้านบาท 

 

การเคลื่อนไหวระหว่างวันมีความผันผวนค่อนข้างสูง ดัชนีย่อตัวลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 1,470.06 จุด และขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 1,504.05 จุด 

 

ตลาดหุ้นไทย วันที่ 4 พ.ย.2569 เวลา 16.16 น.

 

ณัฐมาศ อัครภาณุวิทยา, IAA ผู้จัดการกองทุน / นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานหลักทรัพย์ / ปัจจัยทางเทคนิค บล.บัวหลวง ระบุว่า ผลการเลือกตั้ง Midterm ของสหรัฐฯ เบื้องต้นสะท้อนว่าพรรค Democrat มีแนวโน้มกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (House) ขณะที่การแข่งขันในวุฒิสภา (Senate) พรรค Democrat สามารถพลิกชนะที่นั่งของ Republican ในหลายรัฐสำคัญ เพิ่มโอกาสที่ Republican จะสูญเสียการควบคุมทั้งสองสภา 

 

แม้ผลการครองเสียงข้างมากใน Senate ยังไม่เป็นที่แน่ชัด หากเป็นไปตามสถานการณ์ดังกล่าว สหรัฐฯ จะเปลี่ยนจาก Republican Trifecta ไปสู่ภาวะ Divided Government ซึ่งอาจเพิ่มข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายของประธานาธิบดี Trump ในช่วง 2 ปีที่เหลือ

 

อย่างไรก็ตาม สถิติในอดีตสะท้อนว่า การสูญเสียเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา ของพรรคประธานาธิบดี ไม่ได้เป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นเสมอไป โดยนับตั้งแต่ปี 1946 เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันทั้งหมด 4 ครั้ง ได้แก่ ปี 1946, 1954, 1994 และ 2006 ซึ่งพบว่า ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งถึง 3 ใน 4 ครั้ง หรือคิดเป็น 75% ของกลุ่มตัวอย่าง

 

หากไม่นับรวมปี 1946 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War Normalization) และพิจารณาเฉพาะปี 1954, 1994 และ 2006 พบว่าดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก 2.6%, 7.9%, 13.6% และ 25.9% ในช่วง 1, 3, 6 และ 12 เดือนหลังการเลือกตั้งตามลำดับ 

 

โดยเฉพาะช่วง 3- 12 เดือนหลังการเลือกตั้งที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวกในทุกครั้ง หรือคิดเป็น 100% ของกลุ่มตัวอย่าง สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Divided Government ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในระยะกลาง

 

วทัญ จิตต์สมนึก, IAA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายพลิกกลับมาบวก โดยตลาดเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่ Democrat น่าจะครองเสียงทั้ง 2 สภา จึงตีความว่านโยบายที่สุดโต่งของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจทำได้ยากขึ้น เช่น ภาษีการค้า และสงครามในตะวันออกกลางก็อาจผ่อนคลายลง 

 

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดตอบรับเชิงบวก เนื่องจากปีนี้บรรยากาศการลงทุนถูกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะผ่อนคลายจากประเด็นเลือกตั้งสหรัฐฯ แต่ยังต้องติดตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีโลกที่ยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง

 

บล.กรุงศรี ประเมินว่า ผล Midterm มีโอกาสทำให้เกิดสภาแบบผสม (Divided Government) หรือ Democrat ได้เสียงข้างมากทั้ง 2 สภา ให้น้ำหนักกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาครัฐที่จำกัดขึ้น และความผันผวนของนโยบายประธานาธิบดี Trump ที่มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น 

 

ผลที่ตามมา คือ แรงกดดันต่อ US Bond Yield ที่เร่งขึ้นในรอบนี้ จากปัญหาการขาดดุลการคลังสหรัฐฯ มีโอกาสบรรเทาลง แรงส่งจากนโยบายภาครัฐต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะลดต่ำลง โดยตลาดให้น้ำหนักต่อ AI ขณะที่ บล.กรุงศรี ให้น้ำหนักความเสี่ยงที่เกิดจากต้นตอราคาพลังงานที่สูงค้างนานมากกว่าความผันผวนของนโยบายประธานาธิบดี Trump อาทิ สงคราม และมาตรการการค้ามีแนวโน้มลดระดับลง 

 

โดยรวมประเมินว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หากออกมาตามกรณีฐาน จะเป็น “กลาง-บวกอ่อนๆ ต่อสินทรัพย์เสี่ยง” ฝั่งประเทศเกิดใหม่มากกว่า อิงแรงกดดันด้าน Bond Yield ที่คลายลงบ้าง ซึ่งชดเชยแรงส่งต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ลดลง 

 

รวมถึงความเสี่ยงจากนโยบายที่สหรัฐฯ ใช้อำนาจต่อรองเหนือประเทศอื่นน่าจะลดลงได้เล็กน้อย แต่กรณีผลผิดไปจากกรณีฐาน จุดดี คือ ตลาดหุ้นปรับฐานลดความเสี่ยงมาล่วงหน้าแล้ว

ข่าวล่าสุด

สิงค์โปร์จับมือ Google พัฒนาโมเดล AI ตรวจจับสแกมเมอร์ผ่านข้อความ

สิงค์โปร์จับมือ Google พัฒนาโมเดล AI ตรวจจับสแกมเมอร์ผ่านข้อความ