
หุ้นไทยดิ่ง 21 จุด! DELTA-PTTGC-SCC ร่วงหนัก ตลท.แจง 3 ปัจจัยกดดัน ปัดเงินทุนเทาไหลออก
ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 21.50 จุด แตะ 1,544.60 จุด เผชิญแรงขายหุ้นขนาดใหญ่กดดันหนัก นำโดย DELTA ดิ่ง 4.74% PTTGC ทรุด 8.82% หลังความกังวลนโยบายพลังงานกระทบหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่ SCC ร่วง 5.76% ผู้จัดการ ตลท.แจงตลาดผันผวนจาก บอนด์ยีลด์สหรัฐฯพุ่ง ความไม่แน่นอนด้านนโยบายพลังงาน และการตอบรับงบบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ย้ำไม่ใช่ผลจากเงินทุนเทาถอนตัว พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 21.50 จุด แตะ 1,544.60 จุด เผชิญแรงขายหุ้นขนาดใหญ่กดดันหนัก นำโดย DELTA ดิ่ง 4.74% PTTGC ทรุด 8.82%
- หลังความกังวลนโยบายพลังงานกระทบหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่ SCC ร่วง 5.76%
- ตลท. แจงตลาดผันผวนจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯพุ่ง นโยบายพลังงาน และงบบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ย้ำไม่ใช่ผลจากเงินทุนเทาถอนตัว
ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ปิดการซื้อขายที่ 1,544.60 จุด ลดลง 21.50 จุด หรือ -1.37% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 68,972.46 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุดที่ 1,564.92 จุด ก่อนอ่อนตัวลงแตะระดับต่ำสุดที่ 1,544.20 จุด
แรงขายหุ้นขนาดใหญ่เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และพลังงาน ซึ่งเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนเข้าใกล้ระดับต่ำสุดของวัน
หุ้นที่ปรับตัวลดลงแรง ได้แก่ DELTA ร่วง 11 บาท คิดเป็น -4.74% ปิดที่ 221 บาท, PTTGC ลดลง 4.50 บาท คิดเป็น -8.82% ปิดที่ 46.50 บาท,
SCC ลดลง 16 บาท คิดเป็น -5.76% ปิดที่ 262 บาท, TOP ลดลง 3.50 บาท คิดเป็น -5.36% ปิดที่ 61.75 บาท และ KTB ลดลง 0.50 บาท คิดเป็น -1.12% ปิดที่ 44 บาท
ตลาดยังแกร่ง ปัดทุนเทาถอนตัว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ยังมีความแข็งแกร่ง โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 25% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD)
ขณะที่กระแสเงินลงทุนสุทธิจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติยังอยู่ในแดนบวก และตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีกระแสเงินลงทุนสุทธิเป็นบวก สะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดทุนไทย แม้ตลาดการเงินโลกยังเผชิญความผันผวน
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากโครงสร้างบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการเตรียมผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ หรือ S-Curve เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตและดึงดูดเงินลงทุนในระยะยาว
กรณีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา นายอัสสเดช มองว่าการปรับตัวลงไม่ได้เกิดจากการถอนเงินทุนเทาออกจากตลาด แต่เป็นผลจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เพิ่ม กดดันสินทรัพย์เสี่ยง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง และกระตุ้นให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย
2. นโยบายพลังงานกระทบความเชื่อมั่นหุ้นพลังงาน
ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายพลังงานของภาครัฐเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานเผชิญความผันผวน โดยผลกระทบในเบื้องต้นมีแนวโน้มจำกัดอยู่ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามรายละเอียดและความชัดเจนของมาตรการภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นและแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้อง
3. งบ บจ. ทั้งบวกและลบ กระทบราคาหุ้นรายตัว
การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดผันผวน เนื่องจากมีทั้งบริษัทที่รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดและต่ำกว่าคาด ส่งผลให้นักลงทุนปรับมุมมองต่อหุ้นเป็นรายบริษัท
รวมถึงหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ซึ่งราคาหุ้นอาจเคลื่อนไหวตามความคาดหวังต่อผลประกอบการและแนวโน้มการเติบโต
เดินหน้าฟื้นเชื่อมั่น
ด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน นายอัสสเดช กล่าวขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ร่วมมือกันตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีทุจริต รวมถึงการออกหมายจับและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ กรณีทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาในระดับผู้ถือหุ้น และไม่ได้สะท้อนถึงผลประกอบการหรือการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง โดยบริษัทจดทะเบียนไทยส่วนใหญ่ยังมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้ากำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์และการเปิดเผยข้อมูลอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความโปร่งใสและยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป นักลงทุนยังต้องติดตามทั้งแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ความชัดเจนของนโยบายพลังงานภาครัฐ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางตลาดและการเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่ม.







