posttoday
SCBX - SCB เร่งเครื่องกรีนไฟแนนซ์ ตั้งเป้าปล่อยเงินทุน 5 แสนล้านบาท ดันไทยสู่เศรษฐกิจยั่งยืน

SCBX - SCB เร่งเครื่องกรีนไฟแนนซ์ ตั้งเป้าปล่อยเงินทุน 5 แสนล้านบาท ดันไทยสู่เศรษฐกิจยั่งยืน

15 ตุลาคม 2569

SCBX - SCB เปิดเวทีถกยุทธศาสตร์การเงินเพื่อความยั่งยืนกับ “หม่า จุน” ผู้บุกเบิกกรีนไฟแนนซ์ระดับโลก ชี้มาตรฐานสีเขียว เทคโนโลยี และความร่วมมือ กุญแจเปลี่ยนเงินทุนสู่เศรษฐกิจจริง พร้อมเดินหน้าสนับสนุนเงินทุนเพื่อความยั่งยืนแล้วเกือบ 3 แสนล้านบาท ตั้งเป้า 5 แสนล้านบาทภายในปี 2573

KEY

POINTS

  • SCBX - SCB เปิดเวทีถกยุทธศาสตร์การเงินเพื่อความยั่งยืนกับ “หม่า จุน” ผู้บุกเบิกกรีนไฟแนนซ์ระดับโลก
  • ชี้มาตรฐานสีเขียว เทคโนโลยี และความร่วมมือ กุญแจเปลี่ยนเงินทุนสู่เศรษฐกิจจริง
  • พร้อมเดินหน้าสนับสนุนเงินทุนเพื่อความยั่งยืนแล้วเกือบ 3 แสนล้านบาท ตั้งเป้า 5 แสนล้านบาทภายในปี 2573

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดงาน “Innovation and Trends in Sustainable Finance in Asia” เวทีเสวนาเชิงยุทธศาสตร์กับ ดร. หม่า จุน ผู้ก่อตั้งและประธาน Institute of Finance and Sustainability (IFS) ณ อาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย 

 

งานดังกล่าวจัดขึ้นในฐานะ side event คู่ขนานการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ เพื่อสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะเวทีสำคัญระดับภูมิภาคด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน

 

โดยมีผู้นำจากภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และภาคนโยบายร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของกรีนไฟแนนซ์ในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ความยั่งยืน..หัวใจของผู้นำการเงิน

 

ในการกล่าวเปิดงาน ดร. วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการความยั่งยืน SCBX วางกรอบการเสวนาครั้งนี้ผ่านสามแนวคิดสำคัญ ได้แก่ stewardship หรือการทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ resilience หรือความสามารถในการรับมือและปรับตัว และ partnership หรือความร่วมมือ

 

พร้อมเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลต่อความเสี่ยง การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบัน 
 

ดร. วิรไท สันติประภพ

 

สำหรับ SCBX และ SCB ความยั่งยืนคือยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อทั้งลูกค้า สภาพภูมิอากาศ และสังคม โดย SCB ได้สนับสนุนวงเงินทางการเงินเพื่อความยั่งยืนแล้วเกือบ 300,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2566 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 ทำให้เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 

และตั้งเป้าขยายเป็นอย่างน้อย 500,000 ล้านบาทภายในปี 2573 สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มในการสนับสนุนความสามารถในการปรับตัวและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว

 

“ความยั่งยืนต้องถูกผนวกเข้ากับบทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนเศรษฐกิจจริง”ดร. วิรไท กล่าว

 

เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สถาบันการเงินจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่าน ปรับตัว และสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว

 

สำหรับ SCBX และ SCB กรีนไฟแนนซ์ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนโครงการที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่คือการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

 

ดร. วิรไท สันติประภพ

 

บทเรียนระดับโลกในการขยายผลกรีนไฟแนนซ์

 

ดร. หม่า จุน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Research Bureau ธนาคารกลางจีน และหนึ่งในผู้วางรากฐานสำคัญของกรีนไฟแนนซ์ระดับโลก ได้แบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนความมุ่งมั่นเชิงนโยบายให้เกิดผลในตลาดจริง

 

โดยอ้างอิงบทบาทของเขาในการร่วมจัดทำแนวนโยบายกรีนไฟแนนซ์ของจีน และการสร้างฉันทามติระดับโลกผ่านเวที G20

 

ดร. หม่า ระบุว่า กรีนไฟแนนซ์ที่มีประสิทธิผลต้องอาศัยมากกว่าความตั้งใจเชิงนโยบาย หากแต่ต้องมี taxonomy ที่น่าเชื่อถือ การขับเคลื่อนนโยบายอย่างประสานสอดคล้อง การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีนวัตกรรม และแรงจูงใจที่ทำให้การลงทุนสีเขียวมีความน่าสนใจในเชิงพาณิชย์

 

การประสานงานทั้งระบบภาครัฐเป็นปัจจัยจำเป็น ดร. หม่า ระบุว่า กรีนไฟแนนซ์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล หรือสถาบันการเงินเพียงฝ่ายเดียว

 

หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานกำกับตลาด และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเงิน เทคโนโลยี การวัดผลด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายอุตสาหกรรมเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

 

ประสบการณ์ของจีนสะท้อนว่าการประสานงานระดับสูงสามารถเปลี่ยนกรีนไฟแนนซ์จากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในตลาด ขณะที่มาตรการสนับสนุนเฉพาะด้าน เช่น แรงจูงใจสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ มีส่วนช่วยเร่งอุปสงค์และลดอุปสรรคในระยะเริ่มต้นของตลาด

 

ดร. หม่า จุน

 

มาตรฐานที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกันช่วยลดต้นทุนเงินทุน ดร. หม่า เน้นว่า taxonomy เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน greenwashing และช่วยให้ธนาคาร นักลงทุน และภาคธุรกิจมีภาษากลางในการนิยามกิจกรรมสีเขียว taxonomy ที่ชัดเจนตามเกณฑ์สามารถลดต้นทุนการตรวจสอบ เพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อสีเขียวและตราสารหนี้สีเขียว

 

ขณะเดียวกัน การทำให้ taxonomy ของแต่ละเขตอำนาจเชื่อมโยงกันได้มากขึ้นยังช่วยอำนวยความสะดวกต่อการไหลเวียนของเงินทุนข้ามพรมแดน เขายกตัวอย่างการพัฒนา common taxonomy ระหว่างจีนและสหภาพยุโรป ซึ่งต่อมาขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ ว่าเป็นแนวทางที่ช่วยลดการติดฉลากซ้ำซ้อน ดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ และลดต้นทุนการระดมทุน

 

สำหรับอาเซียน การเชื่อมโยง taxonomy ระหว่างกันจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตลาดการเงินเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาคให้ลึกและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

การพัฒนาศักยภาพคือคอขวดสำคัญ นอกเหนือจากกรอบนโยบาย ดร. หม่า เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางการเงิน กรีนไฟแนนซ์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้จากระดับคณะกรรมการหรือผู้บริหารเท่านั้น

 

แต่ผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมบริหารความเสี่ยง และลูกค้าเองต้องเข้าใจว่ากรีนไฟแนนซ์ทำงานอย่างไร และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

 

ยกตัวอย่าง China Industrial Bank ซึ่งขยายการฝึกอบรมด้านกรีนไฟแนนซ์จากทีมผู้เชี่ยวชาญไปสู่พนักงานประมาณ 10,000 คน ในฐานะต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านระดับองค์กร

 

พร้อมกล่าวถึง Capacity-building Alliance of Sustainable Investment (CASI) ซึ่งพัฒนาหลักสูตรอบรมกว่า 100 โมดูล และฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแล้วกว่า 10,000 คน ในฐานะแพลตฟอร์มที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในประเทศไทยและภูมิภาคได้

 

ดร. หม่า จุน

 

เทคโนโลยีคือกุญแจปิดช่องว่าง

 

ดร. หม่า ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรม เช่น โซลูชันผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ได้เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเงินทุน เทคโนโลยี และการจัดโครงสร้างโครงการที่เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนโครงการสีเขียวที่มีความพร้อมต่อการระดมทุนในตลาดกำลังพัฒนา

 

เขาได้ริเริ่ม Green Accelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไม่แสวงหากำไรที่ผสานเงินทุนเพื่อการกุศล เทคโนโลยีสีเขียวที่มีต้นทุนเข้าถึงได้ และพันธมิตรด้านการเงิน เพื่อเปลี่ยนโอกาสระยะเริ่มต้นให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์

 

สำหรับประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นนี้สะท้อนโอกาสในการใช้การเงินและเทคโนโลยีเพื่อปลดล็อกโครงการสีเขียวที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น เพิ่มผลิตภาพ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

SCBX - SCB เร่งเครื่องกรีนไฟแนนซ์ ตั้งเป้าปล่อยเงินทุน 5 แสนล้านบาท ดันไทยสู่เศรษฐกิจยั่งยืน

 

ดึง SMEs เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว

 

ดร. หม่า ยังกล่าวถึงหนึ่งในวาระสำคัญของกรีนไฟแนนซ์ที่ต้องเร่งขับเคลื่อน คือการขยายการเข้าถึงไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แม้โครงการขนาดใหญ่และองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากจะได้รับประโยชน์จากสินเชื่อสีเขียวแล้ว แต่ SMEs จำนวนมากยังอยู่นอกระบบ ทั้งที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจจริง 

 

เขาชี้ว่า green supply chain finance การถ่ายทอดองค์ความรู้ การค้ำประกัน และเงินทุนต้นทุนต่ำจากแหล่งพิเศษ เป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติที่ช่วยให้ SMEs สามารถนำโซลูชัน เช่น โซลาร์รูฟท็อป การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และเทคโนโลยี waste-to-energy มาใช้ได้

 

สำหรับประเทศไทย การดึง SMEs เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียวจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ทั่วถึง แข่งขันได้ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

 

ดร. หม่า จุน

 

จากเวทีเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติ

 

ในช่วงกล่าวปิดงาน นายประสัณห์ เชื้อพานิช รองประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร SCBX ได้เชื่อมโยงสาระสำคัญของการเสวนากลับไปยังสามแนวคิดที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นงาน ได้แก่ stewardship, resilience และ partnership

 

โดยระบุว่าการเสวนาครั้งนี้ทำให้แต่ละแนวคิดมีความหมายเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน stewardship เริ่มต้นจากความชัดเจนผ่านมาตรฐานที่น่าเชื่อถือและกติกาตลาด resilience ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านการเปลี่ยนผ่านให้เป็นโครงการที่มีความพร้อมทางการเงิน และ partnership ต้องอาศัยเทคโนโลยี เงินทุน และความเชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียว

 

ประสัณห์ เชื้อพานิช

 

นายประสัณห์ ยืนยันความพร้อมของกลุ่ม SCBX ในการร่วมมือกับ ดร. หม่า จุน Institute of Finance and Sustainability ตลอดจนเครือข่ายลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน และสถาบันต่างๆ ของไทย เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้จากเวทีเสวนาให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริง

 

พร้อมกล่าวว่าอาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเศรษฐกิจไทยในยุคเริ่มต้นของระบบธนาคารพาณิชย์ ได้กลายเป็นเวทีที่มีความหมายในการหารือว่าภาคการเงินจะมีส่วนช่วยกำหนดเศรษฐกิจของคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร

 

งานครั้งนี้จึงปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่น แข่งขันได้ และยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป

 

นายประสัณห์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เวทีเสวนาในคืนนี้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า การเงินเพื่อความยั่งยืนสามารถเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตบทใหม่ของประเทศไทย

 

ด้วยการผสานมาตรฐานที่ชัดเจน ขีดความสามารถที่แข็งแกร่งขึ้น นวัตกรรม และความร่วมมือ เราจะสามารถก้าวจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ และเปลี่ยนกรีนไฟแนนซ์ให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อภาคธุรกิจ สังคม และคนรุ่นต่อไป.

 

SCBX - SCB เร่งเครื่องกรีนไฟแนนซ์ ตั้งเป้าปล่อยเงินทุน 5 แสนล้านบาท ดันไทยสู่เศรษฐกิจยั่งยืน

 

ข่าวล่าสุด

WTO ตั้งคำถาม ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า SME ยังติดข้อจำกัด

WTO ตั้งคำถาม ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า SME ยังติดข้อจำกัด