
รัฐบาลไทยจับมือ Microsoft ยกระดับทักษะ AI ขับเคลื่อนสู่อนาคต
รัฐบาลไทยจับมือ Microsoft เปิดตัวโครงการ Elevate AI ยกระดับทักษะแรงงาน 20 ล้านคน เชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โอกาสการจ้างงานจริงในยุคดิจิทัล
ปัจจุบัน AI กำลังพลิกโฉมโครงสร้างตลาดแรงงานทั่วโลก โดยข้อมูลคาดการณ์ระบุว่าภายในปี 2030 ทักษะการทำงานกว่าร้อยละ 70 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของ AI ในขณะเดียวกัน มีตำแหน่งงานด้าน AI ทักษะสูงเพิ่มขึ้นกว่า 1.3 ล้านตำแหน่งทั่วโลก ส่งผลให้ผู้นำองค์กรกว่าร้อยละ 66 พิจารณารับเฉพาะผู้ที่มีทักษะด้าน AI เข้าทำงานเท่านั้น
จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยมีอัตราการเปิดรับ AI เติบโตเร็วเป็นอันดับสองของโลก อีกทั้งนักเรียนไทยกว่าครึ่งใช้งาน AI อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อย่างไรก็ตาม แรงงานไทยกว่า 85% ยังมีความกังวลว่าจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน และมีเพียง 45% ที่ตระหนักถึงความสำคัญของทักษะการคิดวิเคราะห์
ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้ให้เห็นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันสร้างชิปประมวลผลขนาดใหญ่ แต่ควรมุ่งเน้นการสร้าง Local Intelligence สำหรับท้องถิ่น เช่น ข้อมูลการเกษตร สาธารณสุข และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ ควบคู่ไปกับการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ ศ. ดร.ยศชนัน ยังวางเป้าหมายด้านทรัพยากรบุคคล โดยตั้งเป้าสร้างผู้มีความรู้พื้นฐานด้าน AI จำนวน 20 ล้านคนภายใน 4 ปี แบ่งเป็นผู้ใช้งานเบื้องต้น 5 ล้านคน และวิศวกรหรือนักสร้างสรรค์นวัตกรรมอีก 20,000 คน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเปลี่ยนผ่านประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบและวิศวกรรม
ในด้านการศึกษา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสร้างพื้นฐานให้ผู้เรียน "คิดเป็น ใช้เป็น และรู้เท่าทัน" โดยเน้นว่าผู้เรียนต้องมีทักษะการคิดวิเคราะห์ก่อนการใช้เครื่องมือ มีการจัดทำกรอบการเรียนรู้ด้าน AI ในทุกระดับชั้น และใช้อาชีวศึกษาเป็นด่านหน้าในการเชื่อมโยงหลักสูตรเข้ากับตลาดแรงงานจริง
นายประเสริฐ ยังให้ความสำคัญกับการลดภาระงานของครู โดยนำ AI มาช่วยจัดการงานเอกสาร ซึ่งช่วยประหยัดเวลาให้ครูได้เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อให้ครูมีเวลาทุ่มเทกับการสอนและดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด ถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ ภาครัฐและเอกชนจึงร่วมกันจัดทำกรอบการเปลี่ยนผ่านกำลังคนระยะเวลา 9 เดือน โดยมุ่งพัฒนาหลักสูตรตามมาตรฐาน DigComp 2.2 ของสหภาพยุโรป และนำข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมมาใช้ควบคู่การจ้างงาน เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานไทยจะมีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง







