
InnovestX ชี้น้ำท่วม ฉุด GDP 0.11% ปัญหาการบินไทย กระทบนักท่องเที่ยวเข้าไทย
InnovestX ประเมินน้ำท่วม กทม. เสียหาย 2 หมื่นล้านบาท กระทบ GDP สั้น 0.11% ได้ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 หนุน 0.08% ยังคงเป้าทั้งปี 69 โต 2% แนะใช้จังหวะราคาลงเข้าซื้อหุ้นกลุ่มนิคมฯ และกลุ่มท่องเที่ยว
KEY
POINTS
- InnovestX ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 20,000 ล้านบาท และฉุด GDP ลดลง 0.11%
- ปัญหาฝนตกหนักและน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการให้บริการภาคพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่คาดว่าจะกระทบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงเล็กน้อย
- แม้มีผลกระทบจากทั้งสองปัจจัย แต่ภาพรวมยังคงเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีไว้ที่ 33 ล้านคน และคาดว่า GDP ปี 2569 จะยังขยายตัวได้ 2%
สถานการณ์ฝนตกหนัก จนทำให้น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการให้บริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้กระบวนการคัดแยกและนำส่งสัมภาระเกิดความล่าช้า รวมไปถึงการยกเลิกเลิกเที่ยวบิน และเปลี่ยนแปลงตาราวบิน กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยปัญหาของของการบินไทย ประเมินว่าส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่วางแผนและจองการเดินทางไว้แล้วยังคงเดินทางมาตามกำหนดการเดิม แม้จะมีผลกระทบหรือการยกเลิกการจองบางส่วนในลักษณะคล้ายกับความกังวลจากสถานการณ์น้ำท่วม
ทั้งนี้ ภาพรวมเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยตลอดทั้งปี 2569 ยังคงประเมินไว้ที่ประมาณ 33 ล้านคน
นอกจากนี้ ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ กระทบเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพียง 0.11%
โดยมีปัจจัยชดเชยจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เข้ามาช่วยหนุน GDP เพิ่มขึ้นราว 0.08% ส่งผลให้ภาพรวม GDP ทั้งปี 2569 ยังคงขยายตัวได้ที่ระดับ 2%
ส่วนภาพการลงทุนในไตรมาส 4 สะท้อนภาวะที่ปัจจัยมหภาคมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางหลักกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ ซึ่งอาจสร้าง ‘Chain of Risk’ จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ส่งต่อไปยังเงินเฟ้อ ตลอดจนการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงิน และค่าเงินบาท จึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้ลงทุนต้องติดตามสัญญาณสำคัญหลายด้านควบคู่กัน
ในภาวะดังกล่าวการลงทุนในตลาดพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯ ที่มีความทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยสูง และมีปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง จึงมีความน่าสนใจมากกว่าตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถเปลี่ยนทิศได้หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
สำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับประโยชน์จากการเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ (Domestic Plays)
ดังนั้นกลยุทธ์ในช่วงนี้จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง แต่ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการลงทุน เลือกกลุ่มอุตสาหกรรม / หุ้นคุณภาพดี และกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม
นายสุทธิชัย ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 2 ตลาดหุ้นไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาค่อนข้างมาก เนื่องจากตัวเลข GDP และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าที่คาด
เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 3 การเปลี่ยนทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และการอ่อนค่าลงอย่างมากของค่าเงินบาท ส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมทั้งไทย ทำให้กระแสเงินทุนหมุนเปลี่ยนทิศทางเป็นไหลออก
โอกาสที่จะเห็นเงินทุนไหลกลับเข้ามาอีกครั้งขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยผลประกอบการรวมปีหน้าอาจถูกดึงลงจากกลุ่มพลังงาน เนื่องจากประมาณการราคาน้ำมันปรับลดลงจากปีก่อน แม้กลุ่มพลังงานจะชะลอตัว แต่หุ้นกลุ่มอื่น ๆ ยังสามารถเติบโตได้ ทำให้คาดว่ายังมีโอกาสที่กระแสเงินทุนจะหมุนเวียนกลับเข้ามาได้บางส่วน
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ระบุว่า InnovestX ยังคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 และ 2570 ที่ 2.0% แม้เผชิญอุทกภัยกรุงเทพมหานคร เพราะน้ำท่วมรอบนี้ต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ (local rainfall) ไม่ใช่มวลน้ำเหนือขนาดใหญ่ เขื่อนยังรับน้ำได้อีกราว 7 พันล้าน ลบ.ม. คาดนํ้าลดใน 1-2 สัปดาห์
ผลกระทบจึงจำกัดวงและกระทบอยู่ในไตรมาส 3 เป็นหลัก ทำให้ GDP ไตรมาส 3 ลดราว 0.4% หรือราว 19,100 ล้านบาท จากค้าปลีกและบริการ และกระทบไตรมาส 4 เหลือ 1,800 ล้าน บาท
ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 วงเงิน 42,690.65 ล้านบาท 1,000 บาทต่อคน ใช้ จ่าย 1 ต.ค.-30 พ.ย.2569 จะเข้ามาช่วยหนุน GDP เพิ่มขึ้น 0.08% ทำให้ผลสุทธิเหลือติดบ 0.03% และยังคงนักท่องเที่ยวเข้าไทยปีนี้ที่ 33 ล้านคน
“แนวโน้ม GDP ไตรมาส 3 คาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.7% จากเดิมคาดการณ์เติบโต 2.1% เนื่องจากเกิดน้ำท่วมในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของไตรมาส อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาส 4 จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากกิจกรรมการซ่อมแซมบำรุงรักษาและการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ภาพรวม GDP ทั้งปีสอดคล้องกับเป้าหมายที่ระดับ 2%”
ขณะที่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจยังเติบโตแบบ K-shaped โดยมีการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกจากกระแส AI เป็นแรงหนุน ก่อนที่ในปี 2570 แรงขับเคลื่อนจะย้ายไปสู่ภาครัฐและการบริโภคมากขึ้น
ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา คือราคาน้ำมันที่เราปรับสมมติฐานเฉลี่ยปี 2569 และ 2570 ขึ้นเป็น 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ
ด้านค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักและผลตอบแทนพันธบัตรที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินในช่วงต่อไป
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวลงในระยะสั้นเมื่อเกิดน้ำท่วม แต่ประเมินว่าครั้งนี้เป็นผลกระทบช่วงสั้น เนื่องจากน้ำไม่ได้ท่วมขังยาวนานเหมือนปี 2554 และสามารถระบายน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีนได้ค่อนข้างเร็ว
หุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ระยะสั้น ได้แก่ หุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับการใช้ในชีวิตประจำวันจากการกักตุนสินค้า และหุ้นกลุ่มซ่อมสร้าง อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มซ่อมสร้างมักจะปรับตัวขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ และอาจเจอแรงขายออกมาทันทีที่สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ใช้จังหวะนี้เข้าซื้อหุ้นกลุ่มที่ราคาปรับตัวลดลงจากข่าวผลกระทบน้ำท่วม เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มท่องเที่ยว เนื่องจากเมื่อน้ำลดและสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ราคาหุ้นกลุ่มนี้จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้
ส่วนความเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ ความเสี่ยงภัยแล้ง (เอลนีโญ) หลังจากผ่านพ้นช่วงน้ำท่วม ในช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2570 อาจต้องระมัดระวังปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากการระบายน้ำออกหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย ปาล์ม ยางพารา และข้าว
รงมไปถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ภาครัฐมีการอนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำ (เขื่อนป่าสักฯ) มูลค่า 165,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตามแผน 7 ปี
นายสิทธิชัย ระบุว่า แม้ปัจจัยมหภาคจะมีความเปราะบาง แต่ภาพกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังมีแรงสนับสนุนตลาดหุ้นในภาพรวม โดยประมาณการ EPS ของตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะจากกลุ่มพลังงาน
ขณะที่ในระดับโลก การเติบโตของกำไรเริ่มกระจายออกจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่ง Upside เริ่มจำกัด ประกอบกับความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงเอลนีโญและราคาชิปที่เพิ่มขึ้นซ้ำเติมหากราคาพลังงานไม่ลดลง จึงควรหลีกเลี่ยงการไล่ราคาและรอจังหวะเข้าลงทุน โดยเรามองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามอิหร่านได้
InnovestX ตั้งเป้าหมาย SET Index ปี 2570 ที่ 1,715 จุด จากภาพเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่บริเวณ 1,550 จุด เป็นระดับที่เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม กลยุทธ์ยังเน้นหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจำกัด และมีความชัดเจนของกำไร โดยหุ้นเด่น ได้แก่ AMATA, CENTEL, CRC, KTB และ PR9
สำหรับหุ้นต่างประเทศมองไปที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI เช่น Google, Amazon, Nvidia, Tencent, Alibaba ส่วนกลุ่ม Semiconductor เน้นที่คอขวดหรือได้แรงหนุนจากรัฐบาลจีนที่ใช้ชิปในประเทศอย่าง Lumentum, Naura, SMIC, Biren และควรจะมีการกระจายความเสี่ยงนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นแนวตั้งรับอย่าง Hong Kong Exchange & Clearing, Visa, AIA, Walmart, Iberdrola, China Mobile และธีมปันผลอย่าง Verizon, AXA, Enel, ICBC และ Hang Seng High Dividend (HSHD23)
ด้านนายจรณพงศ์ รัตนะโสภา Head of Investment Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี InnovestX แนะนำกองทุน M-SCHD ที่ลงทุนผ่าน Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) ที่มุ่งลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มปันผลคุณภาพ นอกจากจะเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผลแล้ว ยังช่วยกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน
โดยปัจจุบัน SCHD มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีน้อยกว่า 10% เทียบกับ S&P 500 ที่มีสัดส่วนเกือบ 40% ในด้านผลตอบแทนในปีนี้ SCHD สามารถปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าดัชนี S&P 500 สะท้อนให้เห็นว่าผลตอบแทนในปีนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในหุ้นเทคโนโลยี แต่หุ้นปันผลคุณภาพสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเช่นกัน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ของ SCHD กับ S&P 500 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งในปี 2554 หมายความว่าการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มนี้สอดคล้องกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมน้อยลง จึงช่วยเพิ่มมิติของการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตได้
นอกจากกองทุน M-SCHD ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุน Exclusive ค่าธรรมเนียมต่ำของ InnovestX แล้ว ยังมีทางเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุนระยะยาว อย่างกองทุน M-SCHG ลงทุนใน Schwab U.S. Large-Cap Growth ETF (SCHG) เพื่อเข้าถึงหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพการเติบโต โดยเป็นกองทุน Exclusive เช่นกัน รวมถึงมี DR23 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึง ETFสหรัฐฯ ภายใต้แบรนด์ iShares ของ BlackRock ผ่าน 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ IVV23 อ้างอิง S&P 500, IQQ23 อ้างอิง Nasdaq-100 และ SOXX23 อ้างอิงกลุ่ม Semiconductor
InnovestX มองว่าภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 4/2569 จึงยังคงเน้นการลงทุนแบบ Selective หลีกเลี่ยงการไล่ราคา รอจังหวะเข้าลงทุน และคัดเลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรชัดเจน และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด ขณะที่ผู้ลงทุนระยะยาวสามารถพิจารณาทยอยสะสมสินทรัพย์ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้







