
น้ำท่วมกรุง กระทบ GDP จำกัด ค้าปลีก-รพ.-วัสดุก่อสร้าง รับผลบวก
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินน้ำท่วมกรุงเทพฯ กระทบ GDP จำกัด คาดเสียหาย 3-4 หมื่นล้านบาท เปิดสิถิติย้อนหลังฉุด SET ร่วง มองค้าปลีกได้ประโยชน์สั้น ส่วนวัสดุก่อสร้างรับอานิสงส์ชัดหลังน้ำลด และ รพ. น้ำลดดีมาน์ฟื้น
KEY
POINTS
- สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ บล.เอเซีย พลัส คาดส่งผลกระทบต่อ GDP ในวงจำกัด โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ที่ 3-4 หมื่นล้านบาท
- กลุ่มธุรกิจค้าปลีก เช่น ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต ได้รับประโยชน์ระยะสั้นจากความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น
- กลุ่มวัสดุก่อสร้างคาดว่าจะได้รับผลบวกชัดเจนที่สุดจากความต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลได้รับผลกระทบระยะสั้นและคาดว่าความต้องการจะฟื้นตัวเร็วหลังน้ำลด
นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.2569 กรุงเทพฯ เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้คลองหลายแห่งมีปริมาณน้ำสูง และเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงบางบริเวณที่ปกติไม่ใช่จุดน้ำท่วมประจำก็เกิดน้ำท่วมขังค่อนข้างสูง
กระทบเศรษฐกิจจำกัด คาดเสียหาย 3-4 หมื่นล้านบาท
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า สถานการณ์ฝนตกน้ำท่วมกรุงเทพฯ มีนัยต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากกรุงเทพฯ มีสัดส่วน GDP ประมาณ 1 ใน 3 ของ GDP ประเทศ ดังนั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทรัพย์สิน แต่มีโอกาสกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ค้าปลีก การเดินทาง ร้านอาหาร บริการ และประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะหากเกิดน้ำท่วมซ้ำในวันทำการ หรือระบบขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจะอยู่ในวงจำกัด ประเมินความเสียหายเบื้องต้นในครั้งนี้ไว้ที่ราว 3-4 หมื่นล้านบาท ผลกระทบจะตกอยู่กับภาคการผลิต การค้า การเดินทาง และภาคบริการ โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อออกไป ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาค เมื่อเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท โดยภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนัก คือภาคอุตสาหกรรม และโรงงาน
ย้อนสถิติน้ำท่วม 3 ครั้งใหญ่ กระทบตลาดหุ้นไทยแค่ไหน?
เมื่อเทียบกับน้ำท่วมใหญ่ในอดีต ปี 2526 SET ลดลงต่อเนื่อง 5 เดือนสะสม (ส.ค.-ธ.ค.2526) -9.4%, ปี 2538 SET ลดลง 5 เดือน (ก.ค.-พ.ย.2538) -14.2% และปี 2554 SET ลดลง 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.2554) -19.2% ก่อนน้ำเข้ากรุงเทพฯ อย่างรุนแรง จึงมองน้ำท่วมเป็นปัจจัยเพิ่ม Risk Premium มากกว่าจะรอให้เห็นความเสียหายสูงสุดก่อน
ในภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมต่อตลาดหุ้นไทยปี 2526 และปี 2538 SET อ่อนตัวต่อเนื่องตามวิกฤตน้ำที่ยืดเยื้อ ส่วนปี 2554 SET ปรับฐานแรงก่อนน้เข้ากรุงเทพฯ จริง
ขณะที่ในปี 2569 ปัจจุบันตลาดยังไม่ price-in น้ำท่วมระดับอดีต โดยความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (28 ก.ย.25690) ล่าสุด เวลา 15.35 น. ปรับลดลง 7.09 จุด หรือปรับลดลง 0.44% มาอยู่ที่ 1,600.54 จุด ระหว่างวันทำระดับต่ำสุด 1,594.93 จุด และทำระดับสูงสุด 1,606.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,744.66 ล้านบาท
ค้าปลีกบวกระยะสั้นจากเหตุน้ำท่วม
ส่วนผลกระทบต่อกลุ่มหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วม ฝ่ายวิจัยฯ มีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อยต่อความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นระยะสั้นในช่วงน้ำท่วม โดยมองว่าหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ หุ้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ และซุปเปอร์มาร์เก็ต จากความต้องการอาหาร น้ำดื่ม และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ CPAXT, CPALL, BJC และ CRC
กลุ่มวัสดุก่อสร้างรับประโยชน์ชัดสุดหลังน้ำลด
ฝ่ายวิจัยฯ มองเป็นบวกต่อกลุ่มจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง จากความต้องการสินค้าบางชนิด เช่น เครื่องปั้มน้ำ เรือ และความต้องการวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซม และปรับปรุงที่อยู่อาศัย หลังน้ำลด ได้แก่ HMPRO, GLOBAL และ DOHOME
นอกจากนี้ มองว่าผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงที่สุด คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้างเพื่อการซ่อมแซมและตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะกระเบื้องปูพื้น-บุผนัง ได้แก่ DCC และ SCGD ไม้สังเคราะห์ ได้แก่ DRT และสีทาบ้าน ได้แก่ TOA เนื่องจากความต้องการซ่อมแซมพื้น ผนัง และงานปรับปรุงภายในหลังน้ำลดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทันที
ขณะที่กลุ่มปูนซีเมนต์ ได้แก่ SCC, SCCC, TPIPL ไม่น่าจะได้รับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุปสงค์หลักยังคงพึ่งพาการลงทุนภาครัฐและโครงการขนาดใหญ่เป็นสำคัญ
ส่วน TASCO ยังขาดปัจจัยหนุนที่ชัดเจน เนื่องจากพื้นที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นถนนคอนกรีต และระดับความเสียหายในครั้งนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะเร่งความต้องการซ่อมแซมถนนอย่างมีนัยสำคัญ
หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างผลกระทบจำกัด
ด้านกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า ผลกระทบต่อผู้รับเหมารายใหญ่ ได้แก่ CK และ STECON อยู่ในระดับจำกัด ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ เนื่องจากโครงการหลักยังดำเนินงานได้ตามปกติ และไม่ได้อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ประเด็นที่ต้องติดตามไม่ใช่ผลกระทบจากน้ำท่วมรอบนี้ แต่เป็นความชัดเจนของแผนบริหารจัดการน้ำและการลงทุนโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมของภาครัฐ ซึ่งหากมีการอนุมัติและเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้างมากกว่าตัวเหตุการณ์น้ำท่วมเอง ขณะที่งานขุดลอกคลองและปรับปรุงท่อระบายน้ำระยะสั้นมีแนวโน้มกระจายไปยังผู้รับเหมาท้องถิ่นเป็นหลัก
หุ้น รพ. กระทบระยะสั้น น้ำลดดีมานด์ฟื้น
ขณะที่ธุรกิจ รพ.เอกชน ประเมินผลกระทบอยู่ในวงจำกัดและเป็นเพียงระยะสั้น แม้ BDMS และ BCH จะมีเครือข่าย รพ. ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ได้รับผลกระทบ พบว่า BDMS โดยเฉพาะ รพ.กรุงเทพ ซ.ศูนย์วิจัย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณน้ำท่วม ตัวอาคารและการดำเนินงานไม่ได้รับความเสียหาย ผลกระทบหลักมาจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง ส่งผลให้ผู้ป่วยบางส่วนเลื่อนนัดหรือการรักษาที่ไม่เร่งด่วนออกราว 3-4 วัน โดยคาดว่าจะทยอยกลับมาใช้บริการหลังสถานการณ์คลี่คลาย
ส่วน BCH รพ. ในเครือที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมโดยตรง จึงได้รับผลกระทบเพียงข้อจำกัดด้านการเดินทางและการเลื่อนนัดบางส่วน
ขณะที่ PR9 และ BH คาดได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็น รพ. Stand-alone และไม่มีเครือข่ายกระจายตัวในพื้นที่น้ำท่วมเป็นวงกว้าง
น้ำท่วมกระทบจำกัดต่อกลุ่มอสังหาฯ
กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย มองผลกระทบหลักอยู่ที่ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ โดยเฉพาะโครงการแนวราบในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือและตะวันออก รวมถึงทำเลที่มีประวัติน้ำท่วม ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อหรือโอนกรรมสิทธิ์ในระยะสั้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านน้ำท่วมอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลที่อยู่อาศัย และอาจทำให้แนวราบ และคอนโดฯ ในทำเลที่มีระบบคมนาคมและสาธารณูปโภครองรับ กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น
กลุ่มเพื่อเช่า (ศูนย์การค้า) อาจได้รับผลกระทบชั่วคราวจากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลงในช่วงฝนตกหนักและการเดินทางที่ติดขัด โดยเฉพาะศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ศูนย์การค้าของ CPN มีกระจายทั่วประเทศรวม 44 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในหัวเมืองต่างจัหงวัด ขณะที่ศูนย์ฯ ในกรุงเทพ อยู่ในทำเลใจกลางเมืองเป็นหลัก ไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม อีกทั้งมีระบบบริหารจัดการน้ำที่ดีและเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า จึงคาดผลกระทบอยู่ในวงจำกัดมาก และมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วหลัสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
กลุ่มนิคมฯ ผลกระทบน้ำท่วมน้อย
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ประเมินว่า แทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากนิคมฯ ส่วนใหญ่มีระบบบริหารจัดการน้ำรองรับ ทั้งคันกั้นน้ำ บ่อหน่วงน้ำ และสถานีสูบน้ำ ประกอบกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองของกรุงเทพฯ บางพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่ที่ตั้งหลักของนิคมอุตสาหกรรม







