
เปิดชื่อหุ้นรับผลบวก-ได้ประโยชน์มากสุด หลังรัฐต่อไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน
ส่องโผหุ้นรับผลบวก-เจาะกลุ่มไหนได้ประโยชน์มากที่สุด หลังรัฐบาลต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 2 เดือน 1,000 บาท พร้อมเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาท ในเดือน ต.ค.69
KEY
POINTS
- ครม. มีมติขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.69) เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ
- มาตรการดังกล่าวส่งผลดีต่อหุ้นหลายกลุ่ม เช่น ค้าปลีก (CPALL, BJC) สินค้าอุปโภคบริโภค (CBG, OSP) และสินเชื่อ (MTC, SAWAD)
- กลุ่มเครื่องดื่มคาดว่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะหุ้น CBG เนื่องจากมีช่องทางจำหน่ายหลักผ่านร้านค้าปลีกดั้งเดิมที่เข้าร่วมโครงการ
ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2569 มีมติเห็นชอบขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 40/60 เฟส 2 ออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-พ.ย.2569 วงเงิน 1,000 บาท ประชาชนกดปุ่มเข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ เป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 1-15 ต.ค.2569 ส่วนร้านค้า กดปุ่มเข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ ถุงเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย.2569
รวมทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินเพิ่ม 700 บาท จากวงเงินปกติ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท ในเดือน ต.ค.2569
มองเป็นกลางต่อผลกระทบรัฐต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส
บล.เอเซีย พลัส มีมุมมองเป็นกลางต่อผลกระทบจากการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัสดังกล่าว เนื่องจาก 1) วงเงินที่ได้รับถูกปรับลดลงเหลือเพียงเดือนละ 500 บาท (จากเดิมเดือนละ 1,000 บาท ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.2569) และ 2) ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทในกลุ่มค้าปลีกได้รับผลบวกทางตรงจากมาตรการนี้น้อยมาก เนื่องจากเป็นร้านค้าที่ไม่ได้เข้าเงื่อนไขร่วมโครงการ
หุ้นรับผลบวก ต่อไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน
นโยบายเหล่านี้ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ (CPALL, CPAXT, TNP, BJC) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (CBG, OSP, SNNP, TFG) จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น
รวมไปถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างและพลังงานชุมชน (GLOBAL, DOHOME, PTG) นอกจากนี้ การที่ประชาชนมีสภาพคล่องดีขึ้น ยังส่งผลบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มสินเชื่อและไมโครไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD, TIDLOR, MICRO)
เจาะกลุ่มเครื่องดื่มได้รับผลประโยชน์หลัก
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า กลุ่มเครื่องดื่มจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์หลัก เนื่องจากเครื่องดื่มเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศโดยตรง และส่วนใหญ่มีช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ซึ่งน่าจะเป็นร้านค้ากลุ่มหลักที่เข้าร่วมโครงการ
หุ้นที่คาดว่าน่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนรายได้ที่มาจากช่องทางร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในประเทศ คือ CBG (สัดส่วนรายได้ราว 70%) รองลงมา ได้แก่ OSP และ ICHI (สัดส่วนรายได้ราว 40%) ขณะที่ SAPPE และ COCOCO น่าจะได้รับผลบวกค่อนข้างจำกัด เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดต่างประเทศ
สำหรับแนวโน้มกำไรของกลุ่มฯ ในไตรมาส 3/2569 เบื้องต้นคาดว่าจะไม่น่าตื่นเต้นนัก เนื่องจากเป็นช่วง Low Season ของยอดขายในประเทศเพราะเป็นช่วงฤดูฝน ประกอบกับรายได้จากการส่งออกในปีนี้ไม่สดใสนักจากปัญหากฎระเบียบด้านการนำเข้าของเมียนมา และยอดขายน้ำมะพร้าวในตลาดจีนยังหดตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ มีแรงกดดันด้านต้นทุนจากภาวะสงคราม อย่างไรก็ดี คาดว่ากำไรของกลุ่มฯ จะเติบโตทั้ง QoQ และ YoY ในไตรมาส 4/2569 จากยอดขายในประเทศที่น่าจะเร่งตัวขึ้น จากปัจจัยฤดูกาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ
คงน้ำหนักลงทุนกลุ่มเครื่องดื่ม “เท่ากับตลาด”
คงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มเครื่องดื่ม “เท่ากับตลาด” จากแนวโน้มกำไรปกติของทั้งกลุ่มฯ ที่คาดเติบโตได้ดี YoY ในไตรมาส 3/2569 และคาดกำไรจะกลับมาเร่งตัวขึ้นทั้ง QoQ และ YoY ในไตรมาส 4/2569 ที่เป็นช่วง High Season
สำหรับภาพระยะสั้น ยังคงเลือก CRC, COM7 และ BJC เป็นหุ้นเด่น จากแนวโน้มกำไรในไตรมาส 3/2569 ที่น่าจะเห็นการเติบโตในแง่ YoY โดดเด่นกว่ากลุ่มฯ จากแรงหนุนมาร์จิ้นที่ดีขึ้น การขยายตัวดีของยอดขาย รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง







