posttoday
น้ำมันร่วงแรง-บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ย่อ หนุน SET ลุ้นขึ้นต่อ ยืนเหนือ 1,600 จุด

น้ำมันร่วงแรง-บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ย่อ หนุน SET ลุ้นขึ้นต่อ ยืนเหนือ 1,600 จุด

22 กันยายน 2569

InnovestX คาด SET แกว่งขึ้นได้ต่อ ยืนเหนือ 1,600 จุด หนุนจากราคาน้ำมันร่วงลงแรง และ Bond Yield สหรัฐฯ ย่อตัวลง กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ GPSC และ KCE

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงแรงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ย่อตัวลงเป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นไทย
  • ปัจจัยดังกล่าวสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ
  • ดัชนีมีแนวโน้มทดสอบและพยายามยืนเหนือแนวรับทางจิตวิทยาที่ระดับ 1,600 จุด เพื่อสร้างภาพรวมการลงทุนที่ดีขึ้น

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET แกว่งขึ้นได้ต่อ หนุนจากราคาน้ำมันที่ร่วงลงแรง รับข่าวผู้นำสหรัฐฯ พร้อมที่จะเจรจากับอิหร่าน รวมทั้ง Bond Yield สหรัฐฯ ที่ย่อตัวลง สร้าง Sentiment เชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยคาดกลุ่มอิเล็กฯ ปรับขึ้นตามกลุ่ม Tech ที่ขยับขึ้น รวมทั้งหุ้น Anti-Oil วันนี้ติดตามการประชุม ครม. พิจารณาขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการปรับแผนพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ช่วงที่ 2 ทางเทคนิค ดัชนีดีดตัวขึ้น หากยืนเหนือ 1,600 จุด ได้ ภาพรวมจะดีขึ้นเป็นลำดับ

 

ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวนและมีความเสี่ยงทางลง (Downside Risk) หลังดัชนียังไม่สามารถยืนเหนือระดับแนวรับจิตวิทยาที่ 1,600 จุด ได้ อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดัน จากปัจจัยมหภาค ได้แก่ นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนและส่งสัญญาณ Hawkish ผ่าน Dot Plot ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ หนุนให้ Bond Yield ทรงตัวสูง แรงกดดันด้านอุปทานและเงินเฟ้อ หลัง สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทรงตัวสูงเหนือ US$100/bbl

 

ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ "Selective Buy" โดยเน้น "Buy on Dip" ผ่าน 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะ ดังนี้

 

1. Rate Hike & Weak Baht Play ที่ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งสร้างความได้เปรียบด้าน Reinvestment Yield โดยกระแสเงินสดและตราสารที่ครบกำหนดอายุสามารถนำไปลงทุนใหม่ในอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้อย่างกลุ่มธนาคาร (BBL KTB) และ กลุ่มประกันชีวิต (TLI) รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าอย่างกลุ่ม ส่งออก (TU)

 

2. Domestic Play ที่อิงรายได้ในประเทศเป็นหลัก มีอำนาจต่อรองราคาสูง และได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้มีความทนทานต่อปัจจัยเสี่ยงภายนอกได้ดี ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CRC) และกลุ่มการแพทย์ (BCH PR9)

 

3. High Dividend Play ซึ่งคาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอสูงเกินปีละ 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาด ได้แก่ BBL KTB FTREIT LHSC

 

สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ GPSC ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับลง และมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตผ่านการขยายกำลังการผลิตจาก PDP2026 นโยบาย Direct PPA และในอินเดีย ผ่าน Avaada Energy ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามอุตฯ Data Center และการศึกษาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป้าหมายระยะสั้นที่ 49.00 บาท

 

KCE ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากโมเมนตัมการปรับขึ้นของหุ้นเทคฯ โลก และความต้องการ Humanoid Robot ในภาคอุตฯ ที่คาดจะเติบโตก้าวกระโดดในระยะต่อไป ผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 คาดจะเติบโตต่อเนื่อง จากการปรับขึ้นราคาขาย การขยายกำลังการผลิต HDI และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เป้าหมายระยะสั้นที่ 70.00 บาท

ข่าวล่าสุด

“ไชยชนก” สายชิล ไม่หวั่น ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงกระทรวงดีอี ว่างเพียบ

“ไชยชนก” สายชิล ไม่หวั่น ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงกระทรวงดีอี ว่างเพียบ