
10 ปี คืนความบริสุทธิ์ “ชญานี โปขันเงิน” เปิดใจ ชนะคดี ก.ล.ต.
“ชญานี โปขันเงิน” เปิดใจกรณีศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่ง ก.ล.ต. พักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุน ชี้เป็นคำสั่งมิชอบด้วยกฎหมาย 1 ปี หลังสู้คดีนาน 10 ปี
KEY
POINTS
- ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของ ก.ล.ต. ที่สั่งพักงานนางสาวชญานี โปขันเงิน โดยชี้ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการคืนความบริสุทธิ์หลังต่อสู้คดีนาน 10 ปี
- คำพิพากษาได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในกระบวนการพิจารณาโทษของ ก.ล.ต. ที่ขาดความโปร่งใสและเป็นกลาง เช่น การปกปิดรายชื่อกรรมการวินัยซึ่งเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ
- ชัยชนะครั้งนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ตลาดทุนไทย โดยทลายความเชื่อว่าไม่มีใครสามารถฟ้องร้องเอาชนะ ก.ล.ต. ได้ และกระตุ้นให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย
เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ศาลปกครองสูงสุดได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ในตลาดทุนไทย (คดีหมายเลขแดงที่ 643/2563) ระหว่าง นางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และพวก เป็นผู้ถูกฟ้องคดี
จากกรณี ก.ล.ต. สั่งลงโทษพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุน ได้แก่ นางสาวชญานี โปขันเงิน และนายชยันต์ อัคราทิตย์ เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2560-3 ส.ค.2561 สืบเนื่องมาจากกรณีเข้าให้ถ้อยคำแก่สำนักงาน ก.ล.ต. ในฐานะพยาน กรณีที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจสอบ นายสาคร สุขศรีวงศ์ ในข้อหาชักชวนบุคคลอื่นให้ซื้อหุ้น BSEC โดยอาศัยข้อมูลภายใน
โดยสำนักงาน ก.ล.ต. พิจารณาว่า ทั้งสองให้การขัดต่อความเป็นจริง และมีเจตนาช่วยเหลือ ปกปิด หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือนายสาคร
คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนคำสั่งของ ก.ล.ต. ที่สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุนของนางสาวชญานีเป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากศาลวินิจฉัยว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่คืนความบริสุทธิ์ให้แก่นางสาวชญานี หลังจากต่อสู้ยาวนานถึง 10 ปี แต่ยังสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่สั่นสะเทือนกระบวนการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต. ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นองค์กรกำกับดูแลที่ไม่เคยมีผู้ฟ้องร้องคนใดสามารถเอาชนะคดีได้จนถึงที่สุดมาก่อน
ความบอบช้ำและต้นทุนการต่อสู้คดีมหากาพย์ 10 ปี
นางสาวชญานี โปขันเงิน กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า การต่อสู้คดีกับหน่วยงานกำกับดูแลระดับรัฐอย่าง ก.ล.ต. ถือเป็นมหากาพย์ยาวนานที่สร้างความบอบช้ำทางจิตใจ ชื่อเสียง และทุนทรัพย์
“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตนเองต้องเสียชื่อเสียงและค่าใช้จ่ายจำนวนมากกับการต่อสู้คดี ซึ่งบานปลายออกไปหลายคดีความ ทั้งการฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลที่ใช้พยานหลักฐานปลอม รวมถึงการยื่นฟ้องเลขาธิการ ก.ล.ต. ในขณะนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคดีฟ้องอดีตเลขาธิการ ก.ล.ต. ตามมาตรา 157 ดังกล่าว ศาลพิพากษาว่าการลงนามในหนังสือลงโทษของเลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นเพียงการลงนามในฐานะงานธุรการ ส่วนผู้พิจารณาตัดสินที่แท้จริง คือคณะกรรมการวินัย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา ก.ล.ต. ก็ยังไม่เคยแสดงความรับผิดชอบหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังมีคดีความเกี่ยวกับการที่ ก.ล.ต. นำชื่อและรายการความผิดไปโฆษณาต่อสาธารณชนเป็นเวลานาน ทั้งที่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด
“สิ่งที่เสียหายไปแล้วจากการโดนประจานมาเป็น 10 ปี ในส่วนนี้กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการในแนวทางไหนได้ต่อไป”
ส่องจุดบกพร่องกระบวนการพิจารณาโทษของ ก.ล.ต.
นางสาวชญานี ยังกล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญที่สุดในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คือการชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องในกระบวนการพิจารณาโทษทางวินัยของ ก.ล.ต. ซึ่งศาลระบุว่า ไม่รักษาไว้ซึ่งสิทธิพื้นฐานของบุคคล
โดย ก.ล.ต. ได้ใช้วิธีปกปิดชื่อผู้ถูกพิจารณาเป็นชื่อสมมุติ เช่น นาย ก, นาย ข โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันผลประโยชน์ขัดแย้ง และใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธไม่ส่งรายชื่อคณะกรรมการวินัยให้นางสาวชญานีตรวจสอบ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดว่า ไม่มีกฎหมายข้อใดบัญญัติให้ ก.ล.ต. กระทำเช่นนั้นได้
การปกปิดรายชื่อคณะกรรมการวินัย ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาขาดสิทธิในการคัดค้านกรรมการที่มีอคติหรือผลประโยชน์ขัดแย้ง เนื่องจากคณะกรรมการวินัยของ ก.ล.ต. มีตัวแทนมาจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีสถานะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจโดยตรงกับผู้ถูกลงโทษ การให้คู่แข่งทางธุรกิจมานั่งเป็นกรรมการตัดสินลงโทษกันเองจึงขาดความเป็นกลางอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ กรรมการวินัยบางส่วนมาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. จึงไม่มีใครมีความเป็นอิสระจาก ก.ล.ต. อย่างแท้จริง ส่งผลให้การพิจารณาโทษที่ผ่านมามีลักษณะเป็นไปตามที่ ก.ล.ต. ตั้งเรื่องเสนอมาเป็นหลัก
เรียกร้องสปิริตและรับผิดชอบตัวบุคคล
ในส่วนของความเสียหายทางแพ่ง นางสาวชญานี ระบุว่า สิทธิการเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐได้หมดอายุความไปแล้ว เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้ว่าถูกลงโทษโดยไม่ชอบ แต่น้ำหนักสำคัญในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินทอง แต่คือความบอบช้ำทางจิตใจและการสร้างความรับผิดชอบในองค์กร
นางสาวชญานี เห็นว่า ก.ล.ต. ควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่หรือบุคคลภายใน ก.ล.ต. ที่เป็นผู้ดำเนินกระบวนการอันมิชอบด้วยกฎหมายจนสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ สำหรับคำสั่งลงโทษที่ยังคงปรากฏอยู่ในระบบสารสนเทศของ ก.ล.ต. นางสาวชญานี กล่าวว่า กำลังรอดูสปิริตของ ก.ล.ต. ภายใน 7-10 วัน หาก ก.ล.ต. ยังไม่ดำเนินการลบคำสั่งและข่าวการลงโทษดังกล่าวออก จะพิจารณาดำเนินคดีใหม่เพิ่มเติมทันที
สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับตลาดทุนไทย
นางสาวชญานี ดีใจที่คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ทำให้เชื่อว่าความยุติธรรมยังมีอยู่ในโลก ชัยชนะหลังจากต่อสู้มานานถึง 10 ปี ถือเป็นการล้างมลทินให้แก่ตนเอง และยังเป็นการทลายความเชื่อเดิมในวงการตลาดทุนที่ว่า “ไม่มีใครกล้าฟ้อง ก.ล.ต. และฟ้องไปก็ไม่มีวันชนะ”
นางสาวชญานี คาดหวังว่าผลของคำพิพากษานี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานกระบวนการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษทางวินัยของ ก.ล.ต. ให้มีความโปร่งใส เคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และเป็นบรรทัดฐานให้บุคลากรในตลาดทุนหรือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองผ่านกระบวนการยุติธรรม รวมถึงเรียกร้องให้ ก.ล.ต. เพิ่มความโปร่งใส ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และเร่งรัดการตรวจสอบกรณีอื่น ๆ ที่สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์
“คำพิพากษาที่ออกมา เป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับ ก.ล.ต. และบุคลากรในตลาดทุน หรือบุคคลที่จะโดนลงโทษจาก ก.ล.ต. เพราะคำพิพากษาถือว่าเด็ดขาดแล้ว มันชัดเจนว่ากระบวนการของ ก.ล.ต. หลายอย่างมีปัญหา คาดหวังว่าหลังจากนี้ คงมีการยกระดับมาตรฐานในกระบวนการของ ก.ล.ต. ในการลงโทษทางวินัยกับบุคคล ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”







