
เอกนิติ เร่ง BOI to IPO เปิดทางธุรกิจใหม่เข้า SET ลดขั้นตอนจดทะเบียน เหลือ 60-100 วัน
“เอกนิติ” สั่งเชื่อม BOI-ตลาดทุน เปิด Special Track ดึง New Economy เข้า IPO เร่ง ก.ล.ต.ลดเวลาพิจารณาจาก 147 วัน เหลือ 60-100 วัน หนุนธุรกิจใหม่เติบโตในไทย
KEY
POINTS
- เปิดตัวโครงการ “BOI to IPO” เพื่อเชื่อมโยงการส่งเสริมการลงทุนกับตลาดทุน สนับสนุนให้ธุรกิจใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม New Economy สามารถเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ได้ง่ายขึ้น
- สำนักงาน ก.ล.ต. ตั้งเป้าลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติ IPO ให้รวดเร็วขึ้น จากเดิมเฉลี่ย 147 วัน เหลือเพียง 60-100 วัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้บริษัทเข้าสู่ตลาดทุน
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปรับเกณฑ์ให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI สามารถใช้เกณฑ์ Market Cap Test ที่มูลค่า 3,000 ล้านบาทในการเข้าจดทะเบียนได้
รัฐบาลเดินหน้าเชื่อมการส่งเสริมการลงทุนของ BOI กับตลาดทุนไทย ผ่านโครงการ “BOI to IPO” เพื่อเปิดทางให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ New Economy สามารถเติบโต ระดมทุน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เร็วขึ้น โดยมีทั้งการปรับขั้นตอนการพิจารณา IPO และเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนให้เหมาะสมกับธุรกิจใหม่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการ BOI to IPO ต้องการเชื่อมการส่งเสริมการลงทุนกับตลาดทุน เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจใหม่และกลุ่ม New Economy ที่เข้ามาลงทุนในไทยสามารถเติบโต ระดมทุน และขยายธุรกิจในประเทศได้มากขึ้น โดยจะผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มช่องทางและลดขั้นตอนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดทุน
“เราไม่ต้องการเพียงดึงบริษัทเทคโนโลยีหรือ New Economy เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย แต่ต้องการให้บริษัทเหล่านี้เติบโต ขยายธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยี และใช้บุคลากรจากประเทศไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น การเชื่อม BOI กับตลาดทุนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนสามารถเติบโตต่อไปได้” นายเอกนิติ กล่าว
ดังนั้น ไทยต้องเร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและ New Economy ซึ่งนอกจากการดึงเงินลงทุนเข้าประเทศแล้ว ต้องต่อยอดให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต.จะปรับกระบวนการ IPO ให้กระชับขึ้น โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณาจากเฉลี่ย 147 วัน เหลือ 60-100 วัน หรือลดลง 30-60% พร้อมเปิดให้ที่ปรึกษาทางการเงินสามารถหารือกับ ก.ล.ต.ล่วงหน้าในประเด็นสำคัญ เพื่อช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการ
“ก.ล.ต.จะปรับกระบวนการพิจารณา IPO ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ BOI to IPO ซึ่งปัจจุบันใช้เวลาพิจารณาเฉลี่ยประมาณ 147 วัน ตั้งเป้าลดระยะเวลาเหลือประมาณ 60-100 วัน ผ่านการเปิดให้ที่ปรึกษาทางการเงินสามารถหารือประเด็นสำคัญกับ ก.ล.ต.ได้ล่วงหน้า เพื่อช่วยลดขั้นตอนและทำให้กระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีความคล่องตัวมากขึ้น” นางพรอนงค์ กล่าว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสนับสนุนการนำธุรกิจ New Economy เข้าสู่ตลาดทุนผ่านโครงการ BOI to IPO พร้อมปรับเกณฑ์ให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC สามารถใช้เกณฑ์ Market Cap Test โดยกำหนดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท สำหรับการเข้าจดทะเบียนใน SET
“โครงการ BOI to IPO เป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม New Economy สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้ปรับหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนให้เหมาะสมกับธุรกิจกลุ่มนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดทุนไทยได้มากขึ้น” นายอัสสเดช กล่าว
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI กล่าวว่า โครงการ BOI to IPO เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิตในไทย ก่อนเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) โดยจะมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจ New Economy พร้อมใช้สิทธิประโยชน์ของ BOI สนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
" ธุรกิจ New Economy จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือ ลดหย่อนภาษี 50% เพิ่มเติม 5 ปี ขณะที่กิจการทั่วไปได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเพิ่มเติม 2 ปี หรือ ลดหย่อนภาษี 50% เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ " นายนฤตม์ กล่าว







