
SET พักตัว รับแรงกดดันบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี สูงสุดรอบ 2 ปี น้ำมันพุ่งต่อ
InnovestX คาด SET ย่อพักตัว ตลาดเข้าสู่ภาวะ Risk-off หลัง Bond Yield 10 ปี สหรัฐฯ สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี อีกทั้งราคาน้ำมันขยับขึ้นต่อเนื่อง กดดันบรรยากาศลงทุนโดยรวม กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ BCP และ CRC
KEY
POINTS
- InnovestX คาด SET พักตัว จากแรงกดดันของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ที่พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
- ปัจจัยดังกล่าวสร้างความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off)
- นักลงทุนใช้กลยุทธ์เลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) ในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น และกลุ่มประกัน ที่ได้อานิสงส์จากบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET ย่อพักตัว ตลาดเข้าสู่ภาวะ Risk-off หลัง Bond Yield 10 ปี สหรัฐฯ สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี อีกทั้งราคาน้ำมันขยับขึ้นต่อเนื่อง กดดันบรรยากาศลงทุนโดยรวม โดยคาดนักลงทุนยัง Selective Buy เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว อาทิ หุ้นพลังงานต้นน้ำ-โรงกลั่น-ปิโตรฯ รวมทั้งหุ้นกลุ่มประกันฯ
ขณะที่ปัจจัยติดตามยังให้น้ำหนักไปที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เป็นหลัก เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยก่อนการประชุม Fed สัปดาห์หน้า ทางเทคนิคดัชนีอาจมีการย่อสลับบ้าง แต่หากยังยืนเหนือ 1,600 จุด ได้ ภาพรวมยังดีอยู่
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวน หลังมีแรงกดดันจากราคาพลังงานและ Bond Yield ที่ปรับขึ้น กระตุ้นให้ตลาดกังวลเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ รวมถึงการขึ้น XD ของหุ้นขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย
อย่างไรก็ดี มีปัจจัยสำคัญติดตามซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศลงทุน อาทิ เงินเฟ้อสหรัฐฯ (11 ก.ย.) ซึ่งจะ เป็นสัญญาณชี้นำทิศทางดอกเบี้ยก่อนประชุม FOMC (15-16 ก.ย.), การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 วาระ 2-3 (7-9 ก.ย.) ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และการเปิดฟังความคิดเห็นร่าง PDP2026 (8 ก.ย.) ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานสะอาด
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ "Selective Buy" ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. Policy and Domestic Play ซึ่งได้ประโยชน์จากการเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มพลังงานสะอาดและนิคม (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHAUP AMATA WHA) ที่จะได้อานิสงส์จากความคืบหน้าของร่างแผน PDP2026 และนโยบายหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC SCCC) ที่จะได้อานิสงส์จากการเร่งเบิกจ่าย ก่อนปิดปีงบประมาณและความคาดหวังผ่านร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570, กลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว (CPALL CRC CPN ERW CENTEL AOT) ที่จะได้อานิสงส์จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส
2. Global Macro & Bond Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาตึงเครียด ผลักดันให้ราคาพลังงานและค่าระวางเรือสูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP BCP TOP) และเดินเรือ (PSL TTA) อีกทั้งความกังวลด้านเงินเฟ้อที่หนุนให้ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูง ยังส่งผลบวกต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่มธนาคาร (KTB BBL KBANK) และกลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI)
3. Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไรครึ่งหลังปี 2569 ที่คาดจะเติบโตได้ดีทั้ง YoY และ HoH ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP PR9 SAWAD HMPRO BDMS TU BCH MTC TIDLOR
4. High Dividend Play เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นดักการจ่ายเงิน ปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดให้ Div. Interim Yield >2% ได้แก่ HMPRO, KKP, HTC, TOP, PTT
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ BCP ปัจจัยสนับสนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความกังวลก๊าซฯ สำรองในยุโรปไม่เพียงพอช่วงฤดูหนาว ทำให้ค่าการกลั่นมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องและราคาก๊าซฯ ในยุโรปขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบ 3.5 ปี บริษัทกำลังพัฒนาธุรกิจให้หลากหลายเพื่อรองรับการเติบโตในทุกด้าน เป้าหมายระยะสั้นที่ 59.75 บาท
CRC ปัจจัยสนับสนุนจาก SSS ใน 3Q26TD ที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY และเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อน จากทั้งในไทยและเวียดนาม โดดเด่นที่สุดในกลุ่มค้าปลีก ขณะที่มาร์จิ้นมีแนวโน้มกว้างขึ้น ซึ่งคาดจะสนับสนุนให้ผลประกอบการ 3Q26F เติบโตแข็งแกร่งและโดดเด่นที่สุดในกลุ่มสินค้าไม่จำเป็น เป้าหมายระยะสั้นที่ 30.50 บาท







