posttoday
ถอดรหัสความสำเร็จ 135 ปี “โอสถสภา” เบื้องหลังพอร์ตเครื่องดื่มโตแกร่ง

ถอดรหัสความสำเร็จ 135 ปี “โอสถสภา” เบื้องหลังพอร์ตเครื่องดื่มโตแกร่ง

10 กันยายน 2569

โอสถสภา ต่อยอดรากฐาน 135 ปี ชู 6 ยุทธศาสตร์ เสริมศักยภาพการผลิต บริหารระบบซัพพลายเชน และบูรณาการความยั่งยืนสู่ทุกมิติของการดำเนินงาน หนุนพอร์ตเครื่องดื่มโตแกร่ง รองรับการเติบโตยั่งยืน

KEY

POINTS

  • โอสถสภา ขับเคลื่อนความสำเร็จด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลัก ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างพอร์ตสินค้าที่แข็งแกร่ง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น
  • เบื้องหลังการเติบโตคือโรงงานที่อยุธยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและคลังสินค้าอัจฉริยะ (ASRS) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และกระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
  • ผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจใน 4 มิติ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อการเติบโตในระยะยาว

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เป็นชื่อที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานถึง 135 ปี จากจุดเริ่มต้นในชื่อ “เต๊กเฮงหยู” วันนี้โอสถสภาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่ม Functional Drinks อันดับหนึ่งของประเทศไทย  

 

หัวใจสำคัญที่ทำให้องค์กรแห่งนี้เติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้มาจากเพียงแค่ตัวสินค้า แต่เกิดจากยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งและการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไม่หยุดยั้ง 

 

6 ยุทธศาสตร์หลัก เบื้องหลังความสำเร็จ

 

“มุกดา ไพรัชเวทย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ได้อธิบายถึง 6 ยุทธศาสตร์สำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง ประกอบด้วย

 

1. Product Portfolio สร้างพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่ง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผ่านนวัตกรรมใหม่ ๆ 

2. Route to Market มีระบบกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ในต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีความสดใหม่เสมอ

3. Manufacturing Efficiency เน้นความเป็นเลิศทางการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

4. Supply Chain Resilience การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

5. Sustainable Development การดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

6. Digital & People Transformation การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับปรุงระบบการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน และศักยภาพของบุคลากรเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กร

 

“System Behind the Growth” หรือระบบเบื้องหลังการเติบโตของโอสถสภา ตั้งแต่ศักยภาพการผลิต การบริหารระบบซัพพลายเชน ไปจนถึงการบูรณาการความยั่งยืนสู่ทุกมิติของการดำเนินงาน สะท้อนการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมความคล่องตัว และสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

 

ถอดรหัสความสำเร็จ 135 ปี “โอสถสภา” เบื้องหลังพอร์ตเครื่องดื่มโตแกร่ง

 

โรงงานอยุธยา ศูนย์กลางการผลิตและคลังสินค้าอัจฉริยะ 

 

ฐานการผลิต บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของโอสถสภา โรงงานแห่งนี้โดดเด่นด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) เกือบ 100% ในสายการผลิตความเร็วสูง (High Speed) ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความปลอดภัย

 

นอกจากนี้ โอสถสภายังได้ร่วมมือกับ Nihon Yamamura ผู้นำด้านการผลิตขวดแก้วอันดับ 1 จากญี่ปุ่น เพื่อนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการผลิต “ขวดแก้วน้ำหนักเบา” ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย

 

อีกทั้งฐานการผลิตแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของ “คลังสินค้าอัจฉริยะ” (ASRS - Automated Storage and Retrieval System) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้า (DC) ส่วนกลางที่เชื่อมต่อกับสายการผลิตผ่านสายพานอัตโนมัติทั้งหมด ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าจากโรงงานสู่คลังสินค้าและออกสู่ท้องตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบได้อย่างต่อเนื่อง 

 

ฐานการผลิตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ผลิตสินค้า” แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญที่เชื่อมโยง คุณภาพ ต้นทุน ความรวดเร็ว และความพร้อมในการรองรับการเติบโต เข้าด้วยกัน

 

เป้าหมายหลักของโอสถสภาในทุกปี คือการลดต้นทุนการผลิต โดยตั้งเป้าหมายการลดต้นทุนไว้ที่ระดับ Single Digit หัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมายนี้คือการนำระบบ Automation และ AI เข้ามาใช้ในโรงงาน

 

ในอดีตโรงงานแห่งหนึ่งเคยใช้คนประมาณ 700 คน แต่หลังจากติดตั้งระบบจัดการท้ายไลน์ผลิตแบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถลดการใช้คนลงได้ถึง 200-300 คน

 

การเพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) โอสถสภา ได้รวมไซส์การผลิตและฐานการผลิตเครื่องดื่มมาไว้ในที่เดียว ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ถึง 15% และสามารถลดต้นทุนโดยรวมได้ประมาณ 300 ล้านบาท

 

ปัจจุบันฐานการผลิตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีกำลังการผลิตเครื่องดื่มประมาณ 2,200 ล้านขวดต่อปี

 

ในส่วนของตลาดต่างประเทศ โอสถสภาเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยฐานการผลิตในเมียนมาอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมติละวา ซึ่งเป็นนิคมที่ทันสมัย มีการวางผังระบบจัดการน้ำเสียและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมาตรฐานสากล ช่วยให้บริษัทได้รับประโยชน์จากระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพตามนโยบาย Corporate Policy ด้านความยั่งยืน  

 

ฐานการผลิตโอสถสภา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการบริหารพอร์ตโฟลิโอ

 

โอสถสภามุ่งสร้าง Supply Chain Resilience ผ่านการเชื่อมโยงการวางแผน การผลิต คลังสินค้า และการกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และเพิ่มความพร้อมรับมือกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ ความต้องการของตลาด ตลอดจนปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

 

เป้าหมายคือการสร้าง Supply Chain ที่ Agile, Integrated และ Resilient สามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ พร้อมตอบสนองต่อความต้องการและโอกาสทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว เพราะสำหรับโอสถสภา ความแข็งแกร่งของ Supply Chain ไม่ได้วัดเพียงว่าสามารถส่งสินค้าได้หรือไม่ แต่คือความสามารถในการทำให้ธุรกิจ เดินหน้าต่อได้แม้ในภาวะที่ตลาดและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลง

 

โอสถสภาแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น (Resilience) อย่างชัดเจนในช่วงวิกฤต เช่น สถานการณ์สงครามที่ส่งผลต่อต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติก บริษัทได้ปรับเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์แก้วและฉลากกระดาษทันทีเพื่อควบคุมต้นทุนและคงราคาที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภค

 

ในแง่ของผลิตภัณฑ์ โอสถสภามีการบริหาร Portfolio Management ที่หลากหลาย สนองตอบความต้องการและกำลังซื้อทุกระดับ ตั้งแต่ราคา 10-49 บาท ครอบคลุมเครื่องดื่มบำรุงกำลังไปจนถึงเครื่องดื่มระดับพรีเมียมและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ  

 

ความยั่งยืน 4 มิติ รากฐานขององค์กร 135 ปี

 

System Behind the Growth ของโอสถสภา ไม่ได้มุ่งสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่สามารถเติบโตได้อย่างรับผิดชอบและยั่งยืน บริษัทจึงผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงาน ตั้งแต่การผลิต การใช้ทรัพยากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บุคลากร ไปจนถึง Supply Chain

 

ภายใต้ OSP Sustainability Purpose และ Sustainability Framework & Goals 2026-2030 โอสถสภาวางกรอบการดำเนินงานครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 

 

  • Environmental Sustainability การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีระบบรีไซเคิลแก้วที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งสามารถนำเศษแก้วกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบ 100% และลดของเสียจากบรรจุภัณฑ์ 
  • Human Sustainability พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่ม Clean Energy น้ำตาล 0% และคาเฟอีนธรรมชาติ รวมถึงการดูแลและพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร
  • Corporate Sustainability ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตลอด 135 ปีของการดำเนินธุรกิจ และการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง
  • Business Sustainability การบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวสร้างคุณค่าและรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ตั้งแต่พนักงาน ลูกค้า ไปจนถึงนักลงทุน 

 

กรอบดังกล่าวถูกถ่ายทอดสู่เป้าหมายที่วัดผลได้และเชื่อมโยงกับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะในภาคการผลิต ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อาทิ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 50% จากปีฐาน 2565 เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 17% มุ่งสู่บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ 100% ในกรณีที่เทคโนโลยีรองรับ และเก็บกลับเศษแก้วสะสม 625,000 ตัน ตลอดจนเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero GHG Emissions by 2050

 

บูรณาการความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจ

 

“สาโรจน์ อินทพันธุ์” Head of External Affairs and Sustainability บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของโอสถสภา คือการสร้างสมดุลเพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น 

 

  • การเติบโตทางธุรกิจ (Growth) การสร้างโอกาสและรักษาผลกำไรซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ 
  • การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact) ดูแลสังคมผ่านตัวผลิตภัณฑ์และกระบวนการทางธุรกิจของบริษัท
  • การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจโลกควบคู่ไปกับการเติบโต

 

ทั้งนี้ จะสำเร็จได้เกิดจากพลังของบุคลากร (People) ด้วยการสร้างความเข้าใจให้พนักงานทุกระดับมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้การบูรณาการความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงในทุกฟังก์ชันของการดำเนินงาน ตั้งแต่การผลิต การใช้ทรัพยากร ผลิตภัณฑ์ บุคลากร ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน

 

สำหรับเป้าหมายเชิงรุก โอสถสภาได้คัดเลือก 14 ประเด็นสำคัญ และเลือกโฟกัสใน 7 ประเด็นที่ต้องเร่งลงมือทำ ประกอบด้วย

 

  • Water Management ในฐานะผู้ผลิตเครื่องดื่ม น้ำคือหัวใจหลัก โอสถสภาตั้งเป้าลดอัตราการใช้น้ำ (Water Use Ratio) ลงเหลือ 3.58% ภายในปี 2030
  • Energy & Climate Change มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 50% ภายในปี 2030 จากปีฐาน 2022 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็น 17% แม้จะเป็นความท้าทายอย่างมากโดยเฉพาะในโรงงานหลอมแก้วที่มีการปล่อยก๊าซสูงถึง 80%
  • Sustainable Packaging มุ่งสู่บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ 100% โดยเฉพาะการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สำหรับขวดแก้ว ตั้งเป้าจัดเก็บเศษแก้วกลับคืนให้ได้ 625,000 ตัน ภายในปี 2030 ผ่านเครือข่ายโรงคัดแยก ภาคี และชุมชน
  • Consumer Health ปรับสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีเป้าหมาย ลดปริมาณน้ำตาลลงเหลือ 5% ในเฟสถัดไป ซึ่งความท้าทายสำคัญคือการลดน้ำตาลโดยยังคงประสิทธิภาพและความอร่อยไว้เช่นเดิม
  • Sustainable Supply Chain การขยายผลความยั่งยืนไปสู่คู่ค้า (Suppliers) เพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการจัดการก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1, 2 และ 3
  • Waste Management ตั้งเป้าจัดการขยะจากโรงงานให้ได้ 100%
  • Human Capital ให้ความสำคัญกับการรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Retention) โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 85%

 

แนวโน้มครึ่งปีหลัง มั่นใจรายได้ปี 69 บรรลุเป้าโต Single Digit

 

“มุกดา” ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการกระจายสินค้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภค

 

ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ดีขึ้นของอัตรากำไร (Profit Margin) จากต้นทุนการผลิตที่ลดลง ดังนั้นเป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้ในระดับ Single Digit บริษัทยังคงมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายหากไม่มีสถานการณ์สงครามที่รุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี

 

ถ้าไม่มีสงครามกันอีก 4 เดือนนี้ คิดว่าปีนี้รายได้ถึงเป้าที่วางไว้เติบโต Single Digit ส่วนต้นทุนการผลิตในครึ่งแรกของปี 2569 ถือว่าดีขึ้นเยอะ จะเห็นได้ว่า Profit Margin ก็ค่อนข้างดี

ข่าวล่าสุด

GULF ทุ่ม 400 ล้าน ซื้อ “เวสต์ แอ็บโซลูท” ต่อยอดโรงไฟฟ้าขยะ 96 MW

GULF ทุ่ม 400 ล้าน ซื้อ “เวสต์ แอ็บโซลูท” ต่อยอดโรงไฟฟ้าขยะ 96 MW